<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847</id><updated>2011-08-15T22:14:30.019+02:00</updated><title type='text'>what happen when mim is a blogger ?!?</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>74</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114983616591316830</id><published>2006-06-09T08:50:00.000+02:00</published><updated>2006-06-09T08:56:06.406+02:00</updated><title type='text'>โทรเลข</title><content type='html'>ปวดท้อง กินยาทุกมื้อ เบื่อมาก&lt;br /&gt;งดเขียนงาน ขาดความคิดสร้างสรรค์&lt;br /&gt;เดือนหน้าเจอกัน&lt;br /&gt;ขอบคุณ&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ส่งโทรเลขเกิน 25 คำ จะเสียเงินอีกอัตราหนึ่ง&lt;br /&gt;ส่งมาหาแค่ 22 คำ จะได้ประหยัด เก็บเงินไว้ซื้อวิตามินธาตุเหล็ก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114983616591316830?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114983616591316830/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114983616591316830' title='19 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114983616591316830'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114983616591316830'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/06/blog-post.html' title='โทรเลข'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>19</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114853919803442830</id><published>2006-05-25T08:36:00.000+02:00</published><updated>2006-05-25T08:39:58.656+02:00</updated><title type='text'>ส่งข่าว</title><content type='html'>ยาระงับการไหลเวียนของเลือดมีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ทำให้การรับยาดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายในครั้งแรกมีผลให้กระเพาะขย้อนอาหารที่กินเข้าไปได้เพียงน้อยนิดออกมาหมดไส้หมดพุง นั่งเอนหลังหลับตาไปได้ซักพักเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการขย้อนออกมารอบสองก็รวมรวมพลังที่ยังคงเหลือลุกขึ้นเพื่อจะไปนอนพักผ่อนยังเตียงนุ่มๆ เลือดที่ไหลเวียนอยู่เพียงน้อยนิดในร่างกายประกอบกับผลข้างเคียงของฤทธิ์ยาก็ส่งผลให้หน้ามืดจวนจะเป็นลม อาศัยความคุ้นเคยที่พักอยู่ในห้องนี้มานานแสนนานทำให้พอหลับตาเดินไปถึงเตียงได้อย่างปลอดภัย ยาเจ้ากรรมมีเหตุให้ตามไปจองเวรกันต่อเนื่องถึงห้าวัน โดยมีกำหนดจำนวนพันมิลลิกรัมในการกินวันละสามครั้งในแต่ละวัน ผลข้างเคียงในวันแรกรุนแรงถึงเท่านี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวันต่อไปจะต้องใช้พลังใจมหาศาลเพียงใดในการรับเข้าสู่ร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบำบัดรักษาวันที่สองเป็นไปตามคาดการณ์ การแพ้ยาไม่ได้ออกอาการคลื่นเหียนอาเจียรในวันนี้ แต่กลับออกอาการปวดหัวแทบจะแตกแทน ตื่นมาตอนเช้าแทนที่จะได้กระโดดออกจากผ้าห่มและปฎิบัติภารกิจยามเช้าด้วยความเร่งรีบ หรือจะเป็นการลุกสะลึมสะลือมาเสียบปลั๊กคอมพิวเตอร์คู่ใจที่ต่อคู่กับกล่องสัญญานอินเตอร์เนท รอคอยการต่อติดอัตโนมัติของโปรแกรมมหัศจรรย์เพื่อพูดคุยกับคนที่เฝ้ารอทั้งตื่นและหลับฝัน ในวันนี้โรคภัยไข้เจ็บอนุญาตให้เพียงนอนกุมหัวกลิ้งไปมาด้วยความทรมานอยู่บนเตียงนอน แข็งใจลุกขึ้นมาอาบน้ำ ก็ได้รับข่าวแจ้งทางสายจากเพื่อนบ้านใจอารีว่าทำอาหารมื้อเที่ยงเอาไว้เผื่อ น่าแปลกที่ว่าอาการท้องว่างไม่ได้ก่อให้เกิดความอยากอาหารแม้แต่น้อย แต่อาจจะเป็นเสียงกระตือรือล้นกุลีกุลจอที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจของคนชวน ทำให้ต้องบิดหมุนกุญแจห้องแล้วเดินออกไปเคาะประตูห้องถัดไปโดยเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรับมือของผลของยาเป็นไปได้โดยลำบาก มึนหัวมึนงงทั้งวัน สลับคู่ควบไปกับอาการปวดท้องจากโรคภัยที่ยังไม่จางหาย ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายรอบจนตัดสินใจกินยาแก้ปวดที่หมอให้มาเพราะยังขยาดกับผลข้างเคียงของยาตัวแรกไม่รู้วาย โชคดียาแก้ปวดไม่ได้ทำให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนยาตัวแรก อาการปวดท้องทรมานจึงไม่มาประสบพบกันอีกแล้ว คนป่วยมีแรงมาสื่อสารกับวิศวกรหนุ่มที่แวะผ่านมาในทุกวันอาทิตย์จนเป็นกิจวัตรได้ การพูดคุยกับคนที่มาเยี่ยมเยียนทำให้จิตใจที่หนักอึ้งผ่อนคลายลงไปบ้าง ได้รับแจ้งจากเพื่อนบ้านใจอารีบอกว่ามีหลายคนถามไถ่อาการเจ็บไข้ในสนามโปรแกรมมหัศจรรย์ ทำให้รู้สึกยินดีที่ในความอ่อนแอของโชคชะตาก็ยังพานพบกับสายธารแห่งน้ำใจ จะว่าไปโลกนี้ก็น่าประหลาด เหตุใดหนอคนบางคนจึงมีสายธารแห่งน้ำใจขับเคลื่อนดุจราวกับว่าเศษหนึ่งส่วนสี่ของร่างกายประกอบไปด้วยธาตุสีฟ้าอบอุ่นที่เรียกว่าธารน้ำใจ น่าฉงนใจว่าบางคนที่ยังไม่พบหน้าค่าตาซ้ำยังพำนักอยู่ไกลคนละประเทศหรือต่างทวีป ติอต่อคุยเล่นหัวกันเพียงในโปรแกรมมหัศจรรย์กลับไม่รีรอที่จะถามไถ่อาการ ถามหาหนทางติดต่อสารพัดที่สามารถทำได้ แต่บางคนที่มีหนทางติดต่อเต็มสองมือ และรับรู้เรื่องราวโดยตรงจากการบอกกล่าวของคนป่วยกลับไม่แสดงน้ำใจอื่นนอกจากบอกว่าตนรับรู้  หากการเจ็บป่วยครั้งนี้จะสอนบทเรียนให้การดำเนินชีวิตต่อไปอนาคตให้คุ้มค่าแล้ว  การเจ็บป่วยเพียงครั้งเดียวก็สอนให้รู้จักน้ำจิตน้ำใจของคนได้มากมายนัก แต่สิ่งที่รับรู้ก็เพียงมาประดับความตระหนักรู้แจ้งในจิตใจตามคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่ได้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองแต่ประการใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ติดตาถึงวรรคทองของนักเขียนมือซีไรท์อย่างวินทร์ เลียววาริณที่กล่าวไว้ว่า ความอดทนเป็นสิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกัน ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดจะสามารถโอ้อวดว่าตนยิ่งใหญ่กว่าใครหรือสำคัญมากมายนักหนาที่จะต้องนำตัวเองไปเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบกับใคร แต่ในวันที่สามแห่งการบำบัดรักษาก็ได้แต่ถามตัวเองนับร้อยนับพันครั้งว่าไปเอาความอดทนมหาศาลอย่างนี้มาจากไหนกัน กลิ่นยาฉุนเฉียวในห้องแลปพิเศษเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความผิดปกติของตนเองได้ดี หมอบอกว่าเลือดผิดปกติมากจนต้องทำการตรวจชุดใหญ่ กำมือขวาให้เจ้าหน้าที่เจาะเลือดที่แขนพับดูดเลือดออกไปสามหลอดใหญ่ แล้วจึงออกมาดำเนินการด้านเอกสารประกันต่อ ระบบประกันสุขภาพของฝรั่งเศสไม่ยุ่งยากนักสำหรับคนมีเอกสารครบ ระบบประกันสุขภาพที่อายุอานามมากโขแปรตามความชำนาญและความไหลลื่นของระบบ แต่คงจะเป็นเวลาคราวเคราะห์ถึงที่สุดเพราะหนังสือเดินทางอันเป็นหัวใจของคนต่างชาติถูกเปลี่ยนที่ไปยังฝ่ายพิจารณาออกวีซ่าของสถานทูตอังกฤษ สิ่งที่จะทำได้มากที่สุดคือการไปติดต่อรระบบราชการของฝรั่งเศสเพื่อให้ออกเอกสารรับรองการมีตัวตนจริงของการออกบัตรบำนักชั่วคราวของคนต่างด้าว ข้าราชการฝรั่งเศสพูดจาดีและแสดงความเข้าใจทำให้คนป่วยไม่บอบช้ำมากเกินไปนัก เหลือบดูนาฬิกาเวลายังไม่ชนเที่ยง รีบเร่งฝีเท้าไปยังบริษัทท่องเที่ยวที่ไปติดต่อซื้อตั๋วเครื่องบินไว้เมื่อต้นเดือนที่แล้ว เจรจาขอคืนตั๋วโดยสารก่อนเที่ยวบินจะออกก็พบว่ายังขาดเอกสารบางตัวที่ต้องไปรับที่โรงพยาบาล แอบถอนใจเหนื่อยหน่ายว่าเวลายามบ่ายที่คนป่วยน่าจะได้นอนพักต่อสู้กับความปวดหัวจากฤทธิ์ของยาบนเตียงนุ่มๆจะต้องเสียไปกับการเหวี่ยงหมุนไปทุกสารทิศรอบเมืองหรือไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่งมอบเอกสารให้ที่ขาดให้บริษัทประกัน เดินต่อเนื่องไปยังโรงพยาบาลที่ไปมาเมื่อวันเสาร์ ติดต่อมอบเอกสารประกันที่สมบูรณ์แล้วให้ฝ่ายทะเบียนและแจ้งความประสงค์ขอพบแพทย์ หมอบอกว่ายาที่ให้ไปไม่น่าจะทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงเช่นนั้น แต่ก็ต้องอดทนกินต่อไปจนครบห้าวันจนกว่าจะเปิดทำการวินิจฉัยโรคใหม่ได้ หมอมอบเอกสารใบรับรองแพทย์ให้ภายหลังการแจ้งคร่าวๆว่าจะต้องนำไปประกอบยกเลิกตั๋วเครื่องบินจากการเดินทางที่ไม่มีทางเป็นไปได้เพราะอิทธิพลความเจ็บป่วย ต่อสู้กับฤทธิ์การบีบกดของยาและอาการหน้ามืดจะเป็นลมด้วยพลังใจที่บอกว่า ธุระทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วตรงกลับไปบ้าน แต่อาจจะเป็นเพราะกินยาแต่ไม่ได้นอนพัก ในตอนกลางคืนสมองจึงโดนบีบด้วยฤทธิ์ยาราวกับจะแตกอีกครั้ง ยกหูโทรศัพท์ไปหาเพื่อนบ้านโดยไม่รีรอว่าให้นำเอาทั้งโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือไปวางไว้ใกล้ๆหูเพื่อการเรียกหาในยามฉุกเฉินด้วย กระส่ายกระสับข่มตาหลับไปได้ สติสุดท้ายบอกตัวเองว่ายังไงเสียจะต้องตื่นมายลโฉมพระอาทิตย์ในเช้าวันใหม่ให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าการลืมตาตื่นในแต่ละวันจะเป็นของขวัญที่พิเศษเหลือเกินสำหรับชีวิตหนึ่ง แสงแดดอบอุ่นลูบไล้มือเท้าที่ซีดเซียวเพราะการเสียเลือดจำนวนมาก ความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่สัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในวันนี้ดูจะเป็นวันพิเศษเสียจริงๆ นอนมองดวงกลมของพระอาทิตย์ที่แตะปลายโค้งของขอบฟ้าแล้วก็บอกตัวเองว่าจะต้องมีพลังใจในการต่อสู่กับภาวะร่างกายอ่อนแอนี้ต่อไป นานแสนนานมาแล้วเคยถกเถียงกับมิตรคนหนึ่งว่าชีวิตเป็นเรื่องสั้นหรือเป็นเรื่องยาว เหตุไฉนบางคนถึงชอบกล่าวว่าชีวิตเป็นเรื่องแสนสั้น อยากจะทำอะไรต้องรีบทำโดยไม่ยั้ง แต่หากในความคิดส่วนตัวแล้ว สิ่งที่ตระหนักเสมอคือชีวิตคนเราช่างเป็นเรื่องแสนยาว ความลับในการดำเนินชีวิตในวันพรุ่งดูจะมีกลิ่นไอของเรื่องมหัศจรรย์ที่ท้าทายน่าค้นหา ไม่มีใครรู้ว่าอีกห้าวันต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เท่ากับที่ไม่มีใครรู้ว่าคนที่นั่งรับประทานอาหารตรงหน้าจะเป็นคนเดียวกับที่ถือดอกไม้มาเยี่ยมไข้ในวันที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเมื่ออายุหกสิบหรือไม่ ดูราวกับคลื่นชีวิตจะเป็นหนึ่งในเรื่องลึกลับที่คู่ไปกับการหมุนรอบตัวเองของโลก การเจ็บป่วยในครั้งนี้ให้บทเรียนว่าการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าโดยปราศจากความเสี่ยงในแต่ละวันเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง การมีความฝันและความหวังทำให้การมีชีวิตอยู่ต่อไปมีความหมายมากมายเหลือคณานับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้เมื่อสองพันกว่าปีก่อนว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ยิ่งคิดไปก็ยิ่งอัศจรรย์ว่าคำสอนเมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อนทั้งหลายทั้งสิ้นยังใช้การได้เสมอในปัจจุบัน บางทีสิ่งหนึ่งที่เป็นของขวัญล้ำค่าในชีวิตที่ละเลยไม่ค่อยได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนอาจจะเป็นการที่มีโอกาสได้นับถือศาสนาพุทธ ยิ่งนานไปยิ่งค้นพบว่าคำสอนของพระพุทธองค์เป็นสิ่งอกาลิโกคือเป็นความจริงแท้ที่ไม่มีเงื่อนเวลากำหนด การเจ็บป่วยในครั้งนี้สอนว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอย่างแท้จริง ต่อให้ได้รับร้อยพันกำลังใจหรือหมื่นแสนความอารีแต่คนป่วยไม่มีกำลังใจฮึดสู้ ลุกขึ้นเดินเหินไปยังโรงพยาบาลหรือจัดการเดินเอกสารต่างๆด้วยตัวเอง อีกทั้งกลั้นใจกินยาประหลาดที่มีผลข้างเคียงให้ทรมานร่างกายเสียแล้ว โรคภัยก็คงจะไม่บรรเทาลงเป็นแน่ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้อยู่ดีที่น้ำใจที่ได้รับทำให้หัวใจมีความชุ่มชื่นมากขึ้น ไปรษณีย์มาเคาะประตูส่งแผ่นหนังเรื่องเพื่อนสนิทให้ถึงมือ หนังเรื่องนี้ถอดใจว่าหายไปเสียแล้วเพราะใช้เวลาเดินทางถึงสองเดือน อีกวันหนึ่งได้รับกล่องพัสดุบรรจุเครื่องหอมกำยานและซีดีเพลงบอซซ่าที่โปรดปรานจากเมืองไทย ควบคู่ไปกับโปสการ์ดสองใบจากเมืองภูเขาทางเหนือและเกาะสวยทางตะวันออก การเดินทางมาทักทายของน้ำใจข้ามประเทศทำให้หัวใจที่แห้งแล้งจากความเจ็บป่วยชุ่มชื่นขึ้นมาทันตาเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลตรวจเลือดขนาดสามหน้าบอกคร่าวๆว่ามีความผิดปกติในหลายจุด แพทย์ไทยที่มารู้จักกันเพราะความมหัศจรรย์ในการเป็นบล๊อกเกอร์ให้ความช่วยเหลือในการอ่านผลเท่าที่ตัวย่อจะเป็นไปตามหลักสากล พบว่าองค์ประกอบของเม็ดเลือดแดงผิดปกติไปห้าส่วนในเจ็ดส่วน โดยเฉพาะที่เรียกว่าเม็ดเลือดแดงเล็ก เม็ดเลือดขาวก็ผิดปกติไปตัวหนึ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีความผิดปกติอื่นๆอีกที่ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีความหมายถึงอะไร เท่าที่พอประเมินได้ก็คือร่างกายนี้มีเลือดไหลเวียนอยู่น้อยยิ่งกว่าน้อย หากในวันเสาร์ที่ผ่านมาไม่ตัดสินใจไปโรงพยาบาลแล้วรับรองว่าจะต้องได้รับการให้เลือดอย่างแน่นอน จึงไม่น่าแปลกใจที่ยาที่หมอให้มีผลข้างเคียงรุนแรง และคนป่วยเองก็มีอาการมึนหัวหน้ามืดตลอดเวลา ได้แต่ภาวนาต่อไปให้ผลการตรวจเลือดที่ผิดปกติดังกล่าวมีสาเหตุเพียงเพราะเสียเลือดไปมากเท่านั้น ขออย่าได้มีเหตุอื่นๆเข้าแทรกแซงอีกเลย แต่ในรายการการตรวจเลือดก็มีผลการตรวจฮอร์โมนตัวหนึ่งที่มึตัวเลขสูงโดดกว่าค่าเกณฑ์ปกติ ก็ได้แต่หวังภาวนาอีกว่าอย่าได้เป็นอะไรมากมายเกินจะรับมือได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานทูตอังกฤษส่งพาสปอร์ตกลับคืนมาในวันพุธ วีซ่าหกเดือนกินระยะเวลาถึงเดือนกันยายน บอกกับตัวเองว่าจะต้องรีบหายเพื่อไปเดินเล่นท่องเที่ยวตามความฝันในสวนแห่งมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดแบบเด็กหญิงอลิซ ไปเดินถ่ายรูปที่ baker street ถนนเส้นเดียวกับบ้านของเชอร์ลอกโฮมส์ อยากจะไปเบิกตากว้างๆมองดูหินตั้งๆนอนๆที่สโตนเฮจน์ แล้วกลับมากินข้าวเย็นกับพี่หญิงผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจก่อนที่จะชักชวนกันไปเดินเล่นที่สวนคิวที่รับปากใครบางคนเอาไว้อยากจะนั่งจิบน้ำชาคุยเรื่องวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้รับเชิญไปสอนที่เกรตบริเตนชั่วคราวที่ Oxford Street เที่ยวอังกฤษจนฉ่ำปอดแล้วจะเปลี่ยนทิศทางไปเที่ยวโรม อยากจะเขียนงานตามรอยนิยายดังอย่าง angel&amp;demon ให้มีมิติชีวิตชีวา อยากจะไปเก็บเหรียญยูโรของวาติกันมาเป็นของขวัญให้พี่ชายที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจเอามาเติมเต็มสมุดสะสม อยากจะพาพ่อไปดูพระอาทิตย์เที่ยงคืนและท่องเที่ยวยุโรปเหนือด้วยกัน เหล่านี้เป็นความฝันมากมายที่จะต้องทำให้ได้โดยใช้ร่างกายที่แข็งแรงเป็นพื้นฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาประหลาดที่ให้ทั้งผลโดยตรงและผลข้างเคียงจะหมดในวันนี้ หลังจากนั้นก็จะต้องรอให้หมอนัดไปคุยเรื่องผลตรวจเลือดซ้ำอีกหน คนป่วยเริ่มมองโลกสดใสขึ้นจนสามารถมาเขียนเล่าเรื่องส่งข่าวให้คนอื่นที่ถามไถ่ฟังได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าผลเลือดจะอ่านได้ว่าเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรร้ายแรงหรือไม่ แต่เมื่อมันเป็นไปอย่างนั้นแล้วก็ต้องรับสภาพการรักษากันต่อไป สิ่งเดียวที่จะทำได้ในระหว่างรอคอยคือการมีกำลังใจที่เข็มแข็งพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับโรคภัยไข้เจ็บหนักหนาสาหัสในยามต้องใช้ชีวิตคนเดียวในดินแดนไกลบ้านเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114853919803442830?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114853919803442830/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114853919803442830' title='20 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114853919803442830'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114853919803442830'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/05/blog-post_25.html' title='ส่งข่าว'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>20</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114814932998877532</id><published>2006-05-20T20:21:00.000+02:00</published><updated>2006-05-20T20:22:11.440+02:00</updated><title type='text'>พลังหมด</title><content type='html'>กลับมาจากโรงพยาบาลด้วยความเหนื่อยล้า ห้าชั่วโมงที่ใช้ในโรงพยาบาลก็เป็นจำนวนเดียวกันกับนั่งอ่านหนังสืออยู่บ้าน นั่งเล่นอินเตอร์เนตหรือเขียนหนังสือเชิงสร้างสรรค์ แต่ก็น่าแปลกใจดีที่จำนวนชั่วโมงดังว่ากลับเป็นเวลาที่สร้างความกดดันจนระบบประสาทส่วนควบคุมความเครียดในกระโหลกศรีษะบิดตัวเขม็งเกลียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องมาเข้าโรงพยาบาลที่นี่ ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเมืองนี้มาสองปีกว่าๆมีโอกาสปะเหมาะเดินเข้าไปในร้านขายยาเพียงสองครั้งจากเหตุน้ำมันกระเด็นจากการทำอาหารและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการวิ่งกระโดดโลดเต้น ออกจะไม่เคยคุ้นกับการเดินเข้าโรงพยาบาลนั่งรอให้นักศึกษาแพทย์ฝึกหัดมาเรียกไปสัมภาษณ์เบื้องต้น ก่อนจะออกมานั่งแพทย์เวรที่เสร็จจากงานผ่าตัดมาดูแลตรวจเชคสภาพร่างกายอีกครั้ง แล้วจึงได้ใบสั่งยาไปขอเบิกยาจากร้านขายยา อีกทั้งโทรศัพท์นัดตรวจเลือดชุดใหญ่ตามประสาคนร่างกายผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศฝรั่งเศสทำงานแยกชิ้นส่วนกันไปหมด หมอมีหน้าที่ตรวจและสั่งยา ร้านขายยามีหน้าที่จ่ายยา ร้านตรวจเลือดมีหน้าที่ตรวจเลือด ทุกคนมีเงื่อนไขต้องส่งผลไปยังศูนย์สุขภาพตามที่ผู้ป่วยลงทะเบียนแต่หนแรกเพื่อการวินิจฉัย หากพบว่ามีอาการไม่น่าไว้ใจ แพทย์จะลงมติให้ผู้ป่วยต้องไปรักษากับหมอเฉพาะทางตามคลีนิคเฉพาะที่มีที่ตั้งใกล้ๆบ้านผู้ป่วย ระบบแบ่งงานกันทำของฝรั่งเศสทำให้รู้สึกว่าการทำงานไม่ซ้ำซ้อนกันเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้กับการจะต้องเดินออกจากที่โน่นที่นี่เพื่อปฎิบัติภารกิจให้เสร็จเป็นอย่างๆ ตรวจร่างกายเสร็จอ่อนระโหยโรงแรงก็ต้องตัดสินใจมาเลือกร้านขายยาข้างๆบ้านในการให้คำปรึกษารายละเอียดเรื่องกินยา พอได้ยาสี่กล่องเอามาไว้ในกระเป๋าให้อุ่นใจ ก็ต้องเดินต่อไปถึงห้องแลปในอีกมุมถนนเพื่อจะขอตรวจเลือด วันเสาร์ห้องแลปทำงานเพียงครึ่งวัน จึงทำได้อย่างมากแค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกเลขหมายเพื่อจะโทรมาถามวันเวลานัดได้ในวันจันทร์ ปฎิเสธไม่ได้ว่าคิดถึงบริการวันสต๊อปเซอร์วิสของบ้านเราขึ้นมาจับใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โชคยังดีอยู่ที่ว่าเป็นคนโชคดีสม่ำเสมอที่จะได้ติดต่อสื่อสารกับคนมีน้ำใจ นานแสนนานมาแล้วมีคนพูดว่าไม่ต้องเสียใจไปหากไม่มีคนรัก เพราะจงภูมิใจที่เป็นที่รัก จะว่าไปประโยคนี้ก็สวยงามทั้งเชิงภาษาและความจริงมากพออยู่ ไปติดต่องานโรงพยาบาลหนนี้พบคนมีน้ำจิตน้ำใจมากมาย ดูราวกับจะทำให้คนป่วยจิตใจห่อเหี่ยวกดดันคนนี้พอจะมีน้ำหล่อเลี้ยงใจขึ้นมาบ้าง ใครนะที่ชอบบอกว่าฝรั่งเศสเป็นเมืองไร้น้ำใจและไม่น่าอยู่ที่สุดในโลก จะขอบอกเลยว่าการเจ็บป่วยจนใจเสียครั้งนี้พิสูจน์ว่าโรงพยาบาลรัฐของฝรั่งเศสดูจะมีจิตใจในการบริการผู้คนมากกว่าโรงพยาบาลรัฐของไทยมากมายนัก ศัพท์ทางการแพทย์ที่คนป่วยไม่รู้ ดูจะไม่ทำให้แพทย์และผู้ช่วยแพทย์เบื่อหน่ายในการฟังคำอธิบายและทำความเข้าใจแม้แต่น้อย ใครกันที่บอกว่าฝรั่งเศสมารยาทย่ำแย่ไม่มีจิตใจบริการ เห็นทีการเข้าโรงพยาบาลเพียงหนแรกในวันนี้ก็ดูจะล้มล้างสมมติฐานได้หมดสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระหว่างรอคอยการนัดตรวจเลือดที่จะมาถึงในอีกสองวัน ความกังวลใจทำให้ร่างกายที่เหนือยหน่ายดื้อดึงไม่ยอมหลับพักผ่อน เจ้าพาราเซตามอนสองเม็ดไม่เห็นจะออกฤทธิ์ทำงานในวันนี้เหมือนเช่นทุกครั้ง ไม่อยากจะคิดกังวลไปว่าร่างกายที่ผิดปกติจนต้องใช้ยาระงับการไหลของเลือดเข้าควบคุมจะทำให้การออกฤทธิ์ของยาสามัญประจำบ้านเปลี่ยนแปลงไป พยายามขจัดความกังวลออกไปจากใจเมื่อบอกตัวเองว่า ผลการตรวจที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจเพราะไม่พบอะไรผิดปกติในช่องท้อง นอกจากร่างกายที่อ่อนแอมาก ควรแต่เพียงการนอนนิ่งและกินยาเพื่อให้เลือดหยุดไหลเท่านั้น อากาศในอาทิตย์นี้ก็ดูไม่เป็นใจ เหมือนมีลมพายุเข้ามาป่วนทำให้อากาศที่ควรจะแจ่มใสในตอนกลางฤดูใบไม้ผลิกลายเป็นอากาศหนาวลมแรงพัดผ่าน คนเสียเลือดก็มือเท้าเย็น หนาวกายแถมยังใจเสียเพราะกลัวจะนอนหลับแล้วหมดสติไม่รู้ตื่น โชคดียังพอมีอยู่บ้างที่มีเพื่อนบ้านใจการุณสอบถามอาการแถมทำอาหารอร่อยให้กิน รวมทั้งอาสาจับจ่ายซื้อข้าวของที่ต้องการให้ ไม่ใช่คนละเลยจนจะซาบซึ้งเพียงคำกล่าวว่าคนเราจะมองเห็นน้ำใจกันในยามยาก เพราะดีใจเสมอที่มีเพื่อนบ้านที่แสนดีแต่น้ำใจของเพื่อนบ้านในครั้งนี้ทำให้รู้สึกซาบซึ้งกับความสวยงามของมิตรภาพมากเกินพรรณานัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนนอนเมื่อคืนพลังตกถึงขีดสุด จะนอนก็ไม่กล้านอนเพราะเหตุเสียเลือดมากจนกลัวจะช้อก นอนหลับไปก็ต้องตั้งนาฬิกาปลุกทุกสี่ชั่วโมงเนื่องด้วยกลัวหมดสติ พอตื่นขึ้นมาก็เครียดกังวลคิดไปสารพัด จนต้องมาพุดคุยกับศัตรูทางโปรแกรมมหัศจรรย์ให้ผ่อนคลาย ไม่ได้คุยเฉกเพื่อนกับศัตรูมานานแสนนานแล้วนอกเหนือไปจากธุระตามที่ควรจะเป็น ฆ่าเวลายามหัวรุ่งด้วยการโต้ตอบกับศัตรูก็ดูจะเป็นความคิดที่เข้าทีไม่เบา คงจะดีกว่านอนหลับลึกไปเพราะหมดสติเป็นแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่อยากให้กลับไปรักษาตัวที่เมืองไทย แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจำต้องเข้าสู่ระบบการรักษาของหมอเฉพาะทางที่นี่ในอัตราสามอาทิตย์ต่อครั้ง โชคดีที่ประเทศฝรั่งเศสมีระบบบริการสังคมทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่บอกรหัสประกันสุขภาพ แต่จะรักษาดีแค่ไหนยังไง ที่ใดเล่าจะอบอุ่นเท่าบ้านที่เต็มไปด้วยความรักความห่วงใย ล้อมหน้าล้อมหลังไปด้วยน้ำจิตน้ำใจและความปรารถนาดีของเพื่อนฝูง แค่นึกก็น้ำตาพาลจะไหลทุกครั้งไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นการดีไหม ที่พยายามทำชีวิตให้เป็นเหมือนปกติ ใช้การเขียนหนังสือเพื่อเป็นการบำบัดความตึงเครียดที่นอนไม่หลับแม้ร่างกายจะแสนเหนื่อย และพยายามพูดคุยกับเพือนแบบปกติ ไม่พยายามรู้สึกว่าเป็นคนป่วยที่พลังหมดและต้องการการดูแลรักษามากมายนัก ร่างกายที่ไม่ปกติส่งผลให้จิตใจพลอยหดหู่คิดมากคิดมายไปด้วย เหม่อมองออกไปนอนหน้าต่างฟ้าก็มืดดำพาลให้พลังยิ่งตกเข้าไปใหญ่ ได้แต่สวดมนต์ภาวนาว่าขอให้หายจากภาวะร่างกายเจ็บป่วยและจิตใจหดหู่หมดพลังนี้โดยเร็ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114814932998877532?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114814932998877532/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114814932998877532' title='14 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114814932998877532'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114814932998877532'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/05/blog-post_114814932998877532.html' title='พลังหมด'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>14</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114789957260128553</id><published>2006-05-17T21:46:00.000+02:00</published><updated>2006-05-17T23:33:00.833+02:00</updated><title type='text'>ไปดูมาแล้วจ้า</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/ticket.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/ticket.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วะฮะฮะ วะฮะฮะ&lt;br /&gt;สุดท้ายเราก็ได้ดู ดาวินชี่โค๊ดก่อนคนที่เมืองไทย&lt;br /&gt;และขอแสดงความยินดีกับคนไทยทั้งหลายที่จะได้ดูดาวินชี่แบบไม่โดนตัดแล้ว (แหล่งข่าวบุญชิตรายงาน)&lt;br /&gt;หนังเรื่องนี้เอาไปเลย สามดาวครึ่ง จากห้าดาว สาเหตุเพราะอะไร จะเล่าให้ฟัง&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;da vinci code เข้าที่ฝรั่งเศสตามโปรแกรมปกติ คือ วันพุธ หนังที่นี่จะเข้าทุกวันพุธ เชครอบหนังได้จากอินเตอร์เนท ซึ่งก็ทำงานกันเป็นทีมดีมาก พอนาฬิกาตรงเป๋งเข้าเที่ยงคืนหนึ่งนาที โปรแกรมหนังก็จะเปลี่ยนไปเป็นปัจจุบันไปเลย เรียกได้ว่าอัพเดทมากๆ เพราะถ้าไม่ตรงตามปัจจุบัน ในเนตก็จะมีให้ click โปรแกรมหน้า โปรแกรมหลัง ตามเรื่องตามราวของมันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเข้าหนนี้ เข้าพร้อมๆกับการเปิดตัวเทศกาลหนังที่เมือง คานส์ ดารานำทั้งสอง คือ ทอม แฮงค์ และ สาวอองเดรย์ ตูตู ก็จับรถไฟยูโรสตาร์ที่ทำเป็นใบปิดเรื่องนี้ไปร่วมงานเปิดเรียบร้อยละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกว่าร่วมมือกันไปหมด รถไฟก็ยังทำเป็นรูปแฮนด์บิลล์เลย นักเรียนอังกฤษโปรดทราบ หากใครจะมาหาข้าพเจ้าที่ฝรั่งเศสโดยนั่งรถไฟมา โปรดถ่ายรูปมาให้ดูด้วย แต่หมายเหตุ : โปรดเชคราคาตั๋วเครื่องบินก่อนนะจ๊ะ บางทีอาจจะถูกกว่า ล่าสุดข้าพเจ้าเชคแล้วพบว่าเรือบินถูกกว่ามาก อย่าไปเชื่อยูโรสตาร์ที่หลอกว่าผ่านอุโมงค์ใต้น้ำ เพราะมันเป็นเหล็กๆ น่ะ มองไม่เห็นอะไรหรอก อย่าคิดว่ามันเหมือน underwater world ที่จะมีปลากระเบนมาเกาะ หรือมองเห็นอะไรใต้น้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรงหนังในฝรั่งเศสทำงานกันอย่างไม่เปลืองคน เพราะมีคนขายตั๋วคนนึง อยากดูอะไรก็ไปบอกเค้า มีส่วนลดสำหรับนักเรียน ซื้อตั๋วก่อนหนังเ&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/cine2.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" height="147" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/cine2.jpg" width="200" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ข้าสิบนาที แล้วก็เดินดุ่มๆเข้าไปตามโรง (salle) ที่บอกไว้ในตั๋ว เลือกหาที่นั่งเองตามชอบใจ หากโชคดี..บางทีอาจจะได้ดูคนเดียว ราวกับโฮมเธียร์เตอร์ที่บ้านก็เป็นได้ ต้องเลือกดีๆ บางรอบคนน้อย นั่งยกขายกแข้งสบายใจไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปดูหนังหนนี้เป็นหนแรกที่ไม่ได้ไปคนเดียว เพราะพี่ข้างบ้านอยากไปด้วย แถมตอนหนังจะฉายก็เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียน เลยได้คุยกันสนุกไปซะอีก ตอนก่อนไปดูเชคข่าวของเมืองไทยล่าสุด เห็นบอกว่าจะตัดออกสิบนาที พี่ข้างบ้านเลยอยากไปดูเพื่อมาอวดคนที่เมืองไทยว่าได้ดูดาวินชี่แบบไม่ถูกตัด เราก็เลยนัดเวลากันภายหลังจากเลือกโรงที่ฉายหนังเวอร์ชั่นออริจินัล เนื่องจากเราพบว่าหนังพากษ์มันไม่หนุก อีกอย่างบล๊อกเกอร์มีความเชื่อแบบแปลกๆว่า สื่อทุกสื่อจะดีที่สุดหากเป็นเวอร์ชั่นออริจินอล เช่น หนังฮอลลีวูด ก็ต้องพูดภาษาอังกฤษ มาพากษ์ฝรั่งเศสก็แปลก อะไรแบบนั้น ก็เลยตกลงกับพี่ข้างบ้านว่าเราจะไปดูเวอร์ชั่นอังกฤษแล้วมี sous-titre ฝรั่งเศสกันแทน จริงๆหนังพวกนี้มีโรงเฉพาะของมัน เพราะฝรั่งเศสชอบดูหนังพากย์ นี่แหละ เค้าถึงวิจัยออกมาแล้วว่าคนฝรั่งเศสไม่เก่งภาษาต่างประเทศไงล่ะ จริงๆนะ ภาษาอังกฤษของคนไทยยังดีกว่าอีก..ขอบอก..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินไปดูหนังก็วิจารณ์การตัดหนังของเมืองไทยไปตามเรื่อง มีความเห็นอย่างเดียวกับน้องโต tanuz ว่าทำไมต้องตัดด้วย มันแสดงให้เห็นถึงความไม่แยกแยะยังไงก็ไม่รู้ แปลกๆดี ก็พยายามเข้าใจว่าปกป้องสิทธิ หรือ ขัดศีลธรรม อะนะ แต่นะ..เมืองไทยเป็น "เมืองพุทธ" แท้ๆ ฝรั่งเศสเป็นคาทอลิกจะตายชัก โรงหนังนี่ก็อยู่ห่างจากโบสถ์ประมาณเดินสามสิบเก้า คนฝรั่งเศสก็มีอิทธิพลศาสนาเยอะจะตาย การตั้งชื่อก็อิงศาสนามาทั้งดุ้นแบบที่ว่าผู้ชายก็จะขึ้นต้นด้วย Jean ฝ่ายหญิงจะขึ้นด้วย Marie ส่วนคำหลังแล้วแต่อัธยาศัย อาจจะเป็น Marie- Claire, Jean-Pirre, Marie- Christine, Jean -Baptise ตามเรื่อง หรือไม่ก็ตั้งชื่อตามเซนต์ตามวันเกิด อันนี้ต้องไปเทียบกับปฎิทินดู เกิดวันไหนมีหมด แต่หากพบว่าเพศของคนเกิดกับเพศของเซนต์เป็นคนละเรื่องกันแล้ว ถึงจะเดือดร้อนหาชืออื่นมาตั้งแทน แต่เดี๋ยวนี้มีเทรนด์ใหม่ในสังคมฝรั่งเศสคือการเอาชื่อคนอเมริกันมาเป็นชื่อคนฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/cine.jpg" border="0" /&gt; &lt;div align="left"&gt;จากรูป : ซ้ายสุด คือ โรงหนัง ขวาสุดสูงๆเป็นโดม คือ โบสถ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุยกันไปคุยกันมากับพี่ข้างบ้าน ก็เลยได้ข้อสรุปว่าสาเหตุที่หนังเรื่องนี้อาจจะถูกตัดในเมืองไทยก็อาจจเพราะว่าเรื่องข้อเท็จจริงกึ่งจริงกึ่งเท็จนี่แหละ คือ คนคริสต์ในเมืองไทยมีน้อย ถามถึงประวัติประเยซูก็อาจจะมีคนตอบได้น้อยมากๆ หากเราตั้งโจทย์ว่ารู้จักชื่อใครบ้างในพระคัมภีร์ คนจะตอบว่าอะไร?? ก็คงตอบว่ารู้จักโนอาห์ รู้จักใครอีก?? เซนต์ปีเตอร์ ?? เซนต์โจเซฟ ?? คือเหมือนกับว่าคนมีความรู้ด้านศาสนาคริสต์กันน้อยมากๆ การฉายหนังที่บิดเบือนข้อเท็จจริงจึงอาจทำให้มีการ leading กันไปไม่ถูกทางก็ได้ แต่ในทางกลับกัน หนังเรื่อง little buddha กลับไม่มีปัญหาในบ้านเรา เพราะว่าทุกคนเรียนวิชาพระพุทธศาสนามานานแสนนานจนไร้ข้อกังขาเรื่องประวัติพระพุทธองค์ไปแล้ว และหากจะมีข้อสงสัยถึงสถานะของพระพุทธองค์ ก็ดูเหมือนกับว่าทุกอย่างมีคำตอบไปหมด หากจะมีใครมาอ้างตัวว่าเป็นสายเลือดพระพุทธองค์ ก็แปลกไปเลย เพราะพระมเหสีก็ทรงออกบวชเป็นภิกษุณี พระราชโอรสราหุลก็เป็นสามเณร ดูเหมือนกับว่าจะสิ้นสงสัยเรื่องครอบครัวของพระพุทธองค์ที่ปวารณาตัวในบวรพุทธศาสนากันทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับดาวินชี่โค๊ดเอง ก็อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกัน คือ คาทอลิกรู้ประวัติดี และมีความเชื่ออันเหนียวแน่น หนังเรื่องเดียวจึงไม่สามารถมาสั่นคลอนความเชื่อได้ก็ได้ละมั้ง ดาวินชี่โค๊ดเลยดูจะได้รับการยอมรับมากๆที่ฝรั่งเศส เพราะนอกจากการเปิดตัวพร้อมกับงานเทศกาลหนังเมืองคานส์แล้ว ก็ยังเพราะว่าดาราเด่นหลายคนเป็นฝรั่งเศส แถมยังถ่ายทำในฝรั่งเศสอีก ไปดูจบกลับมาก็ยังแอบคิดว่าดูหนังฝรั่งเศส เพราะมีกลิ่นไอของฝรั่งเศสเยอะมากๆๆๆๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเปิดตัวเหมือนหนังสือเปี๊ยบๆ คือ โซนิแยร์โดนสิลาสวิ่งไล่ล่าอยู่ในลูฟท์ แล้วโซนิแยร์ก็พยายามกระเสือกกระสนไปตามภาพโน้นภาพนี้เพื่อซ่อนปริศนาต่างๆไว้ให้คุณหลานตามหา ต่อมาก็ตัดฉากมาที่โซฟีที่เข้ามา ฯลฯ หนังดำเนินเรื่องไปโดยเคารพหนังสือมากๆ เก็บรายละเอียดของหนังสือได้ดีทีเดียว อย่างเช่น นาฬิการูปมิกกี้เม้าส์ของแลงดอน นาฬิกาโรเลกซ์ของนายธนาคารสวิส สำเนียงฝรั่งเศสของตำรวจ สำเนียงอิตาเลียนของบาทหลวงในวาติกัน คำอุทานของโซฟีตอนตกใจ สมาร์ทคาร์ สิลาสที่ตัวขาวเผือก บรรยากาศของโบสถ์เซนต์ ซุลปิส สำเนียงภาษาอังกฤษของคนฝรั่งเศส สำเนียงภาษาเสปน เรียกได้ว่าเรื่องนี้ทำได้เยี่ยมมากสำหรับความละเอียดด้านภาษา คนไหนฟังภาษาฝรั่งเศสออก ให้จับสังเกตกาออกเสียงตัว p, r, o, ของ โซฟี เพราะออกยังไงก็ยังมี accent ฝรั่งเศสอยู่ รวมทั้งการออกเสียงคำแบบมี liaison คือ เสียงเชื่อมในภาษาฝรั่งเศส ให้สังเกตคำว่า you did it เธอจะออกเสียงได้ต่อกันมากๆ ส่วนคำอื่นๆเธอก็จะยังติดออกเสียงแบบขากหลังแบบฝรั่งเศสที่ดี อันนี้ไม่ได้ติ แต่ชม เพราะทำให้ได้อรรถรสฝรั่งเศสมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาดูน้ำหนักของตัวละครกันบ้าง หนังได้สร้างให้ ฌอง เรโนล์ เป็น เบซู ฟาช ที่โดดเด่น ฉลาด ดูแล้วรู้สึกว่าเก่งเฉียบกว่าแลงดอนด้วยซ้ำ แลงดอนในเรื่องเองดูไม่เฉียบเท่าไหร่ตอนแรกๆ แต่มาเฉียบตอนหลัง ส่วนคนอื่นๆนับว่าดีแล้ว แต่ยังไงหนังเรื่องนี้แม้จะดี คือ ทำเหมือนหนังสือเหมือนที่จินตนาการไว้ยังไง ก็ขาดอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก สิ่งนั้นก็คือ ความเชื่อมโยงความเป็นดาวินชี่ คือ บรรยากาศของหนังทำให้ลืมไปเลยว่าการถอดรหัสมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับลีโอนาโด ดาวินชี่ ที่สำคัญคนที่อ่านหนังสือจบไปแล้วจะได้ไอเดียถึงเรื่องราวของความลับและความทรงคุณค่าของความลับ ซึ่งหนังไม่สามารถสื่อออกมาได้ แต่กลับสื่อออกมาในแนวว่าการถอดรหัสนี้แสนง่าย โดยเฉพาะการถอดรหัสสองอันแรกที่ลูฟ ที่เขียนไว้ที่รูปที่ดาวินชี่วาด ซึ่งถ้าดึงออกมาจริงๆ คนดูจะสามารถสัมผัสความเป็น code da vinci ได้ดีมากๆ แต่หนังก็ไม่สื่อประเด็นนั้น ทำให้สรุปได้ว่าหนังนี่เป็นหนังที่ทำดี แต่ไม่ได้เข้ากับชื่อเรื่องแม้แต่น้อย โดนหักไปครึ่งดาว เพราะถือว่าชื่อหนังกับเนื้อเรื่องต้องสอดคล้องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น หนังพลาดฉากสำคัญ คือ ฉากเฮียรอสกามอส ซึ่งเป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่องว่าทำไมโซฟีถึงเกลียดคุณตาและไม่อยากเจออีกเลย แต่หนังกลับกล่าวถึงเพียงน้อยนิดเองแถมไม่สื่ออะไรด้วย หวนให้นึกถึงหนังเรื่องที่ห้ามฉายในบ้านเรา คือ eyes wild shut ที่นิโคล คิดแมน แสดงกับ ทอม ครูส เป็นหนังที่มีฉากนี้เป็นตัวนำ และขอบอกว่าเป็นหนังที่ดีมากๆ ฉากเฮียรอสกามอสในหนัง ไม่ได้ดูแล้วสื่อถึงความอยากมีเพศสัมพันธ์เลย แต่เป็นฉากที่ดูแล้วปลงๆ ด้วยซ้ำเพราะบรรยากาศหนังพาไป เรียกได้ว่าการไปโฟกัสแค่บางฉากทำให้หนังดีๆอดเข้าไปฉาย..แต่นะ..มาตรฐานสมัยก่อนกับสมัยนี้มันต่างกัน การลืมฉากนี้ทำให้หนังโดนหักไปอีกครึ่งดาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สามหนังเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของครอบครัวของโซฟี แต่กลับให้น้ำหนักของความอบอุ่นที่โซฟีอาจจะได้รับในอนาคตจากการดูแลของไพออรี่ออฟไซออนแทน บวกกับการดำเนินเรื่องการผจญภัยที่อังกฤษไม่สนุก บวกกับกุญแจของไพออรี่ที่ใหญ่เกินไป ไม่สวย โดนหักไปอีกครึ่งดาว รวมๆแล้ว โดนหักไป หนึ่งดาวครึ่งจากห้าดาว เลยได้ไป total = สามดาวครึ่ง ตามที่บอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเรื่องขำเกี่ยวกับหนัง คือ มุขตลกของฝรั่งเศสที่คนฟังไม่รู้เรื่องอาจจะไม่ขำ คือการเล่นคำ s’il vous plait และสิ่งหนึ่งที่หนังเปลี่ยนไปคือการทิ้งรถของโซฟี ในหนังสือบอกว่าทิ้งไว้ที่ gare st. Lazarre แต่ในหนังบอกว่าทิ้งไว้ที่ gare du nord เพื่อให้สอดคล้องกับการจะออกเดินทางไป Lille ในหนังสือ เลยแอบดีใจที่จับผิดแดน บราวน์ได้และคนทำหนังเห็นพ้องด้วย วะฮ่าฮ่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสรุป หนังเรื่องนี้ทำได้ดีสำหรับคนที่อ่านหนังสือแล้ว แต่คนไม่อ่านอาจจะสนุกน้อยลง ดีไม่ดีอาจจะงงด้วย แต่ก็อย่าเชื่อมาก คนไหนยังไม่อ่าน (เช่น ratio scripta คนนิสัยดี) ก็ไปดูได้ แล้วมาคุยกันก็ไม่เสียหลาย จริงๆอยากดูเวร์อชั่นภาษาไทยเหมือนกันว่าจะแปล subtitle สนุกไหม จะคงศัพท์เฉพาะไว้อย่างไร ใครไปดูแล้วก็มาเล่าด้วยนะจ๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบการอัพบล๊อกครั้งนี้ด้วยการฉลองชัยชนะของ Barcelone ก็แล้วกัน อันนี้มีข้อสงสัย..สงสัยว่า พี่เหยิน โรนัลดิงโญ่ น่ะ เค้าอารมณ์ดีโดยธรรมชาติ หรือ เพราะเค้าฟันเหยินเลยดูเหมือนสบายใจตลอดเวลากันแน่ เพราะเท่าที่เฝ้ามองมาเค้าเป็นนักบอลที่เล่นบอลดูมีความสุขมากๆ ไม่ว่าจะเตะไม่เข้า ไม่ว่าจะโดนดึง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่เคยเห็นอารมณ์เสียให้ดูเลย อันเป็นคุณสมบัติของนักกีฬาที่ดีนะ คนเราควรมีความสุขกับการเล่นกีฬามากกว่าจะไปโฟกัสกับผลสุดท้ายอย่างเดียว เหมือนพวกบอลไทยอินโด อะไรแบบนั้น ก็ขอแสดงความใสเจียกับทีมอาร์เซนอลด้วยนะจ้ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอได้รับฟามขอบคุณ : พี่ข้างบ้านกับรูปประกอบจ้ะ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114789957260128553?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114789957260128553/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114789957260128553' title='8 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114789957260128553'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114789957260128553'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/05/blog-post_17.html' title='ไปดูมาแล้วจ้า'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114776177125551232</id><published>2006-05-16T07:51:00.000+02:00</published><updated>2006-05-16T08:42:51.673+02:00</updated><title type='text'>เรื่องทั่วไป</title><content type='html'>ไม่ขยันอัพบล๊อกเลยเดี๋ยวนี้  แต่ก่อนอัพแสนบ่อยจนมีนิรนามมาบอกว่า ว่างนักนะ ฮ่าๆๆๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ไม่อัพเลย สาเหตุไม่มีอะไรมาก ก็แค่ไปติดใจการอ่านหนังสือ ไม่ได้อ่านหนังสือบ้าเลือดแบบนี้มานานแล้ว นับแต่เรียนจบเมื่อปีก่อน ตอนนี้ไฟการศึกษามาแรง เครื่องติดดี นอนกับปากกาไฮไลท์และกองชีทแทบทุกคืน ผ้าปูที่นอนก็เลอะเทะเป็นสีตามปากกา สีเหลือง สีชมพู สีเขียวบ้างตามเรื่อง อ่านหนังสือชีทต่อชีท บทความต่อบทความแล้วก็สนุกดี ได้ไอเดียเขียนงานวิชาการตั้งไว้เป็น list มากมาย และเหมือนสวรรค์แกล้ง พอเจ้าตัววิชาการมันถูกปลุก ตัวทางบันเทิงมันก็ไม่ค่อยมีบทบาท ทั้งๆที่จริงก่อนหน้านั้นออกจะมีไอเดียด้านบันเทิงออกมาเยอะแยะ ทั้งที่อยากมีเอง และทั้งที่อยากมีเพราะมีคนยุ โปรเจคแปลนิทานภาษาฝรั่งเศส โปรเจคการเขียนหนังสือให้ได้สามสิบตอนให้เสร็จปีนี้ กลายเป็นว่าพองานหลักเครื่องติดดี งานรองก็หายไป..ซะงั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนไปเขียนมา เดี๋ยวคนตกใจว่าภาคบันเทิงหาย..จริงๆไม่ใช่เลย เพราะยังฟังเพลงแปลกๆ ดูหนังแปลกๆ เหมือนเดิม และได้ดูได้ฟังมากขึ้นทุกวัน ยังเขียนโปสการ์ดเหมือนเดิม และเขียนมากขึ้นอีก ยังส่งของขวัญไปให้คนนั้นคนนี้เหมือนเดิม ยังไรท์ซีดีเถื่อนให้คนนั้นคนนี้เหมือนเดิม ยังเล่นเอมเอสเอน ยังกินชา ยังป่วน เหมือนเดิม แต่ที่อาจจะมีมาใหม่คือ ความเซ็งหนังโปรโมต ความไม่เข้าใจบล๊อกบางบล๊อก อะไรแบบนั้น (ว่าไปนั่น แต่ก็ไปอ่านเค้าประจำ ฮ่าๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้เทศกาลหนังเมืองคานส์กะลังเป็น talk of the town เทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุกปีในเดือนพฤษภาคมกลางๆเดือนค่อนๆไปปลายเดือน สำหรับปีนี้เริ่มในวันที่ 11 เทศกาลหนังทำให้ราคาที่พักที่คานส์สูงขึ้นมากๆๆๆๆ แบบเว่อร์สุดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่าง - รร. ชั้นนอนได้ตามประสานักเรียนที่คานส์ ปกติราคาคืนละ 35-40€ ก็กลายเป็นประมาณ 60-80€ ไป แถมโรงแรมในเมืองตรงข้ามทะเล หรือ จะเลยไปนิด ต้องเดินหน่อยก็ราคาเท่ากันอีก ปกติ โรงแรมที่อยู่ในเมือง แถวๆสถานีรถไฟคานส์จะแพงกว่า ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะสะดวกกว่ามาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคนสงสัยเสมอว่า ทำไมต้องจัดที่ คานส์ ทำไมไม่จัดที่ นีซ เพราะนีซดังกว่า คนรู้จักมากกว่า คำตอบไม่มีอะไรมาก ก็แค่ว่านีซเป็นเมืองใหญ่คึกคักไป ไม่น่ารัก แต่คานส์เป็นเมืองเล็กๆ เดินได้ทั่วเมืองไปหมดในวันเดียว ค่าครองชีพถูกกว่ามาก และอาจจะเป็นแผนโปรโมตเมืองด้วยมั้ง จริงๆฝรั่งเศสมีความเชื่อว่า การไปเที่ยวทะเลหน้าร้อนต้องลงไปที่แถว french riviera คือ เมืองแถบ nice-cannes-antibes แม้ที่อื่นจะมีทะเลเหมือนกันก็ตาม แต่ฝรั่งเศสถือว่า "ไม่เดิ้น" เพราะแถวที่บอกเป็นสัญลักษณ์ของทะเลและคนมีเงิน การไปทะเลแถว montpellier หรือ แถว nantes จะถือว่าเป็นการไปทะเลปลอม อีกอย่างคนฝรั่งเศสเชื่อว่า ทะเล = ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะฉะนั้นการไปแถว french riviera จึงเป็นของแท้ด้วยประการฉะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เหอะ..เทศกาลหนังเมืองคานส์นี่ทำให้ราคาโรงแรมพรุ่งพรวดๆๆ อย่างน่าตกใจจริงๆ ปีนี้เกาะติดมาก เพราะว่าตอนแรกตั้งใจจะไปเล่นน้ำทะเลที่คานส์ ติดอกติดใจมานานแสนนานละ เมืองมันสงบเหมาะกับการตากอากาศ ชื่อก็ไพเราะเหมือนสิ่งที่ยึดถืออยู่..ฮ่าๆๆ..ไปมาหนนึงแล้วก็ยังประทับใจไม่รู้วาย เลยว่าจะไปนอนเล่นซะหน่อย มิไยคุณพี่แถวเมืองทางใต้จะเสนอทะเลที่ nantes โดยบอกว่าถูกกว่าอย่างงั้นอย่างนี้ก็ตาม ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้ เพราะนอกจากจะเป็นทะเลปลอมแล้ว เดินแถวทางเหนือไม่หนุกเท่าทางใต้ในตอนหน้าร้อน แต่ตอนนี้ก็เลยเวลาตัดสินใจไปแล้ว เพราะคานส์เต็มไปด้วยหนังๆ แพงเกินไป อีกอย่างมีโปรเจคทดแทนจะไปเที่ยวที่อื่นแล้ว อิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทศกาลหนังเมืองคานส์ มาพอดีกับการออกฉายหนังแสนดัง คือ ดาวินชี่โค๊ด หนังที่น่าสนใจเพราะอยากรู้ว่ามันจะทำเหมือนไหม แต่จากการดู handbill พบว่าใช้ได้ในการวางตัวละคร silas โซฟี และ โรเบิร์ต แลงดอน แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือ การเอา ชอง เรโนล์ ไปเป็นเบซู ฟาซ เพราะว่าชอง เรโนล์ หล่อเกินไป ไม่เข้ากับคาแรกเตอร์ของฟาซที่หนังสือบรรยายไว้ นอกนั้นก็ไม่รู้แล้ว เลยอยากไปดูว่ามันจะทำดีไหม แต่ยังไงฝีมือการแสดงของ andrey toutou + tom hank คงการันตีได้ในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาวฝรั่งเศสคนนั้น andrey toutou เป็นคนแถวนี้ คือ moulin แถมยังเป็นเพือนร่วมชั้นเรียนกับเจ้า dimitri เพื่อนสมัยเรียนเมื่อปีก่อนซึ่งตอนนี้ยังคุยกันเรื่องหนังกันได้เสมอ ดิมิทรี่ชอบดูหนังไทย และถูกใจ มนต์รักทรานซิสเตอร์ เป็นอย่างยิ่ง นี่ก็คิดถึงดิมิทรี่เหมือนกัน อยากให้มาดูเรื่องหมานคร ท่าจะชอบอีก เพราะเราสองคนเหมือนกัน คือชอบดูหนังสีสดๆ สีแรงๆตามประสาเป็นเอกที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเข้าโรงของ ดาวินชี่โค๊ต กลับทำให้เกิดเรื่องน่าเบื่อประการหนึ่ง เพราะแฟนหนังสือ ซึ่งต่อไปก็คงเป็นแฟนหนังด้วย เชื่ออะไรมากเกินไป วันก่อนดูทีวี ก็มีเสนอข่าวเรื่อง เรื่องจริงของนิกาย โอปุส เดอี เดินไปซื้อหนังสือพิมพ์ ก็มีสกู๊ปเรื่องภาพเขียนของดาวินชี่ การให้สีของเสื้อผ้าที่สลับกันของพระเยซูและเมรี่ แมคเดอลีน เรื่องวาติกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยมีแฟนคลับงานของดาวินชี่เกิดขึ้นมาอีกมากหลาย ทั้งที่จริงดาวินชี่ก็อยู่มาตั้งนานละ คนอื่นจ๊าบๆในแนวศิลปะแนวเดียวกันก็มีให้ชอบอีกเยอะ เช่น แองเจโล หรือ บอติเชลลี่กับราฟาเอล ที่บล๊อกเกอร์แสนชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เลยคิดว่าหากจะเป็นนักเขียน แล้วเขียนหนังสือให้คนเชื่อได้อย่างแดน บราวน์ ก็คงดี เพราะตาคนนี้เขียนเก่งจริงๆ คือ อ่านแล้วอยากพลิกอ่านหน้าถัดไปไวๆ แถมใช้หลักจริงครึ่งเท็จครึ่งมาปั่นแล้วเขียนออกมาให้คนเชื่อได้ แดน บราวน์ มีเทคนิคการเขียนที่ดีมาก แต่นะ..มันก็คือนิยายแหละ ไม่รู้จะเชื่ออะไรกันนักหนา เฮ้อ...นี่ก็คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ตอนนั้นรับปากพี่ป้องไปโดยไม่รีรอ ที่จะเขียนถอดโค๊ดดาวินชี่ให้โอเพ่น เพราะเรื่องจริงมันมีรายละเอียดไม่ใช่แบบนั้นน้า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกได้ว่า นิยายเล่มเดียว ทำให้อะไรๆ เปลี่ยนแปลงไปมากมาย ตอนนี้ list การทัวร์ปารีส ก็จะมีแนวว่า ตามรอยดาวินชี่ อะไรแบบนั้น รร.ริซท์ ก็จัดแพคเกจไปนอนที่ห้องที่เค้ามาถ่ายหนัง ลูฟก็ติดป้ายบอกว่า "งานนี้แหละจ้ะ ที่กล่าวถึงในดาวินชี่โค๊ด" ดาวินชี่ไปหมดเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็แปลกๆดี แต่ก็เบื่อเหมือนกัน ที่คนเชื่อนิยายมากมายนัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ว่าแล้วก็ไปอ่านหนังสือต่อดีก่า กะลังไฟแรง อ้อ..เกือบลืม ผู้ที่สงสัยว่าทำไมข้าพเจ้าเป็นนัก กม. แต่เขียนบล๊อกแนวสายลมแสงแดด แลดูไร้สมอง โปรดทราบว่างานภาควิชาการของข้าพเจ้าไปลงไว้ที่อื่นนะจ๊ะ อยากรู้ไปตามกันเองเด้อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปอ่านหนังสือดีก่า เพื่อ thèse ของเรา วะฮะฮะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114776177125551232?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114776177125551232/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114776177125551232' title='7 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114776177125551232'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114776177125551232'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/05/blog-post_16.html' title='เรื่องทั่วไป'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114726805122099371</id><published>2006-05-10T15:30:00.000+02:00</published><updated>2006-05-10T15:37:50.856+02:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยเรื่องสี</title><content type='html'>เพลง La vie en rose ถูกเลือกเล่นอีกครั้งโดยการจัดการของเจ้าโปรแกรมสมองกลในเครื่องเสียงสุดรัก กี่ครั้งกี่หนที่เสียงเพลงนี้ลอยล่องเข้าสู่ประสาทหู สองมือก็ไม่รอช้ารีบคว้ารีโมทมาทำการเปลี่ยนเพลง บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเหตุใดเพลงที่ทุกคนบอกว่าชอบกันนักหนาเพลงนี้กลับมิใช่เพลงโปรดเอาเสียเลย ไม่ว่าจะลองฟังมากี่หลายเวอร์ชั่น อาจจะเป็นเพราะรสนิยมส่วนตัวที่ไม่ฟังเพลงช้าจัดขนาดนั้นก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วันนี้อาจจะเป็นวันพิเศษ เพราะนอกจากยอมฟังเพลงนี้จนจบแล้ว ก็ยังมานั่งครุ่นคิดถามตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่ชอบเพลงนี้ คิดไปคิดมาก็ไม่ได้คำตอบ นอกจากจะได้เหตุผลง่ายๆปลอบใจตัวเองว่าความชอบกับความชังมักไม่มีเหตุผลที่แน่นอน จะหาเหตุผลอะไรมาสนับสนุนความรู้สึกของจิตใจในบางครั้งดูจะเป็นเรื่องยากแสนยาก ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ชอบเพลงนั้น ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ หรือไม่ชอบสีนั้น จิตใจของคนดูจะช่างซับซ้อนและคาดเดาได้ยาก คำถามเรื่องความรักความชังจึงน่าจะเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดในเกมส์ความสัมพันธ์ และคำตอบสุดท้ายของทุกเกมส์ความสัมพันธ์อาจจะมีแค่คำตอบง่ายๆว่าเพียงแค่ “เพราะชอบ” หรือ “เพราะไม่ชอบ” ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลิกล้มความอยากรู้เรื่องความรักความชัง เพราะจุดสว่างในใจเตือนตัวเองว่า เรื่องบางเรื่องจะรู้ไปก็เท่านั้น รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เลยหยุดคิดหันกลับมาพิจารณาเจ้าเพลงต้นเหตุ  La vie en rose แล้วก็พบอะไรบางอย่างว่า ในสำนวนภาษาของฝรั่งเศสเองดูจะมีการเล่นคำ rose อันมีความหมายถึงดอกกุหลาบและสีชมพู เอาไว้ไม่เพียงแค่สำนวนเดียวดั่งเพลงคือ La vie en rose ที่มักถูกถอดความเป็นชีวิตอันสุขสันต์ราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบเพื่อให้เข้ากับบริบทแบบไทยๆ ทั้งที่ความจริงแล้วสำนวนนี้แปลแบบฝรั่งเศสแท้ได้หมายถึงใช้ชีวิตอย่างการมองโลกในแง่ดี แต่คำว่า rose ยังอยู่ในสำนวนต่างๆมากมาย โดยมีบริบทหมายถึงความร่าเริงสุขสันต์ คนฝรั่งเศสใช้คำนี้ในการติชมซึ่งกันและกันในบริบทคือ C’est pas rose เพื่อจะบอกว่าไม่ดีหรือไม่ทันสมัย ในสำนวนกฎหมายเอง เราใช้ La vague rose ในการกล่าวถึงระบบการปกครองหรือแนวคิดแบบสังคมนิยม และในสำนวนแบบเหน็บแนมที่ฝรังเศสถนัดนักก็ใช้ rose ในการบอกเล่าถึงเรื่องเกี่ยวกับเพศหรือสื่อลามกโดยใช้คำว่า messageries roses คู่คี่ไปกับคำว่า message Thaï อันเป็นกระจกสะท้อนมุมมองประเทศเราในสายตาคนต่างชาติได้ในมุมมองหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากฝรั่งเศสจะเคารพความมีอยู่ของสีสันจากการหยิบจัดเสื้อผ้าสีวันตัดกันมาใส่เดินเฉิดฉายในถนนยามพระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว สำนวนฝรั่งเศสจำนวนมากยังมีที่มาจากการให้สี ซึ่งจะพบมากในหนังสืองานวรรณกรรมและเพลงฝรั่งเศส ตลอดจนการให้สีในหนังก็เป็นการบอกแนวหนังที่จะได้รับชมได้ Amélie เป็นหนังฝรั่งเศสที่น่าจะหยิบเอามายกตัวอย่าง ใบปิดหนังเรื่องนี้ใช้สีเขียว ซึ่งเป็นสีที่คนฝรั่งเศสเชื่อว่าเป็นสีแห่งความมีชีวิตชีวา ส่งผลให้ปากกาสีเขียวในประเทศนี้ขายดีพอๆกับหมึกสีดำและหมึกสีน้ำเงิน นักการตลาดฝรั่งเศสได้ผลิตปากกาหมึกซึมขายพร้อมใส้หมึกสีเขียวมาหลอกขายเด็กได้มากมายนักต่อนักในแต่ละปี สีเขียวยังมีความหมายได้อีกถึงระบบนิเวศวิทยา และฤดูใบไม้ผลิ จนกระทั่งมีสำนวนเล่นคำของฝรั่งเศสออกมาเป็นคำคล้องจองว่า Chaque printemps, la nature verdit, on voit beaucoup de verdure, la compagne est verdoyante. ซึ่งแสดงให้เห็นสีเขียวที่แต่งแต้มในทุกอนูของธรรมชาติ คนไหนที่ปลูกต้นไม้เก่งจะโดนเรียกขานว่า la main verte อันเทียบได้กับสำนวน “มือเย็น” ของบ้านเรา สำนวนการให้ไฟเขียว อันหมายถึงการได้รับอนุญาตให้ทำอะไรบางอย่างก็มีในบริบทสีเขียวของฝรรั่งเศสด้วย ในคำว่า le feu vert หรือ green light ในภาษาอังกฤษ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากสีเขียวจะถูกนำมาใช้ในความหมายไม่ดี เราจะพบคำว่า vert de jalousie อันหมายถึงการหึงหวง หรือ การอธิบายสถานการณ์ที่ผ่านพ้นไปยากด้วยสำนวนว่า j’en ai vu des  vertes et des pas mûres โดยเปรียบเทียบสีสันของผลไม้ดิบ(ซึ่งกินยาก)และผลไม้สุก(ที่พร้อมกิน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สีหนึ่งที่พบง่ายในสำนวนฝรั่งเศสและคุ้นเคยกับคนต่างชาติเสมอ คือ สีน้ำเงิน คนรักกีฬารู้จักที่จะตระโกนร้องเชียร์ทีมชาติฝรั่งเศสด้วยคำว่า les bleus อันหมายถึงสีเสื้อของทีมชาติฝรั่งเศส คำนี้ใช้เสมอในทุกสื่อและในทุกกีฬาที่ฝรั่งเศสยืนยันสีเสื้อทีม คำว่า carte bleue ก็เป็นอีกคำที่รู้จักกันในประเทศนี้ดี เพราะเรียกชื่อตามสีของบัตรเครดิตแบบระบบฝรั่งเศส นั่นคือเป็นทั้งบัตรเอทีเอม บัตรเดบิต และบัตรเครดิต ได้ในตัวเดียว สำหรับการแสดงอารมณ์คำว่า bleu หมายถึงคนทีมีอารมณ์อ่อนไหวมากๆ และ คำว่า bleu de travail ก็มีความหมายถึงแบบฟอร์มชุดทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สีแดง เป็นสีที่ฝรั่งเศสมีความเชื่อแปลกๆว่าเป็นสีที่ไม่เหมาะกับรถ เพราะจะทำให้รถนั้นประสบอุบัติเหตุง่าย รถยนต์ของฝรั่งเศสจึงมีสีเข้มๆเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีน้ำเงินอันหมายถึงสีประจำชาติ สีแดงเป็นสีที่น่าสนใจอีกสีหนึ่งถึงคำเรียกขานแห่งสี เพราะบ้านเรามีคำว่า แดง แดงเลือดหมู แดงเลือดนก ในขณะที่ฝรั่งเศสถือว่าสีแดง คือ สีแดงสด แต่สีแดงเข้มของบ้านเรา จะถูกฝรั่งเศสเรียกขานว่า Bordeaux ซึ่งเป็นสีเดียวกับไวน์ ฝรั่งเศสถือกันว่า rouge กับ bordeaux ไม่ได้เป็นสีเดียวกัน !!! ซึ่งจริงๆแล้วตลาดไวน์ฝรั่งเศสตอบคำถามนี้ได้ เนื่องจากไวน์ rouge หรือไวน์แดง มีอยู่หลายเจ้ามิได้มีเพียงจาก bordeaux เพียงที่เดียว บริบทของสีแดงจึงมักเป็นคำที่ไม่ค่อยจะดีนักอย่างเช่น dans la rouge แปลว่าบัญชีติดตัวแดง หรือ rouge de honte แปลว่าโกรธง่าย จะมีอยู่เพียงคำเดียงที่คิดออกในตอนนี้ก็คือคำว่า poisson rouge อันหมายถึงปลาเป็นที่ซื้อมาเพื่อเลี้ยงในตู้ปลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สีโปรดของนักกฎหมายคงจะหนีไม่พ้นสีดำ จากสำนวนที่นักกฎหมายนำมาใช้อยู่เสมอคือ c’est écrit noir sur blanc อันมีความหมายถึงความชัดเจนในตัวบทกฎหมายหรือคำอธิบายหรืออะไรก็แล้วแต่ นอกจากนั้น noir ยังถูกนำมาใช้ในเรื่องของการผิดกฎหมาย อันเป็นสำนวนเดียวกับ “ตลาดมืด” ของไทย คือ marché noir คำว่า l’humour noir มีความหมายถึงตลกที่เป็นเรื่องเศร้า และคำว่า nuit noir หมายถึงการนอนหลับยาว ตรงกันข้ามกับ nuit blanche อันหมายถึงไม่ได้นอนมาทั้งคืน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สีขาวดูจะเป็นสีสุดท้ายในสำนวนฝรั่งเศสที่พอจะนึกออกในตอนนี้ เป็นสีที่ถูกพูดถึงเสมอในวงการอาหารจาก la viande blanche อันหมายถึงเนื้อสัตว์สีขาวอย่างเนื้อลูกวัวหรือเนื้อสัตว์ปีก และ le pain blanc อันหมายถึงขนมปังขาวไม่ใช่ขนมปังแบบชีวจิต รวมทั้งการเปรียบเทียบสีขาวว่าขาวเหมือนผ้า หรือ blanc comme un linge ในการกล่าวถึงหน้าซีดหรือสติที่ไม่ค่อยเต็มร้อยจากการอดนอน แต่ใช้ blanc comme neige ในการเปรียบเทียบสีขาวในเรื่องทั่วๆไป สีขาวยังเป็นอีกสีที่แสดงถึงความไม่มี ในสำนวน voté blanc คือการไม่ลงคะแนนเลือกใคร  และ un bulletin blanc ในการกล่าวถึงการสิ้นผลของใบรายงานหรือบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ฝรั่งเศสดูจะเป็นประเทศแห่งสีสันทั้งในท้องถนนและในภาษาของตัวเอง เดินออกไปจากบ้านเจอคุณยายมาดามแต่งกายด้วยสีแดงหรือสีเขียวทั้งชุดไม่เว้นแม้แต่รองเท้ากระเป๋าสร้อยคอและต่างหูรับหน้าร้อนก็อดอมยิ้มไม่ได้ เมื่อไหร่หนาสังคมไทยจะยอมรับการแต่งการเจ็บๆของผู้สูงอายุเสียที สงสัยเมื่อไหร่ที่อายุถึงเกณฑ์ที่จะถูกเรียกว่าเป็นผู้สูงอายุ เห็นทีจะต้องทำการปฎิวัติเสียหน่อยแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114726805122099371?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114726805122099371/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114726805122099371' title='5 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114726805122099371'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114726805122099371'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/05/blog-post_10.html' title='ว่าด้วยเรื่องสี'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114692120723013592</id><published>2006-05-06T15:09:00.000+02:00</published><updated>2006-05-06T16:34:42.740+02:00</updated><title type='text'>เรื่องของแรงบันดาลใจ</title><content type='html'>บทสนทนาเรียบง่ายฝึกความเคลื่อนไหวของปลายนิ้วสัมผัสจบลงขณะเข็มสั้นยาวของนาฬิกาบอกเวลาสามนาฬิกาเศษ ลมย่ำรุ่งในฤดูใบไม้ผลิไม่รุมเร้ากรีดผิว แต่หากกลับเป็นความเย็นฉ่ำสดชื่นพร้อมกับความอบอุ่นในหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลาสามนาฬิกาเศษที่หลายคนกำลังหลับไหล หลายคนกำลังคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือทำวิทยานิพนธ์ตามหน้าที่ของนักเรียนที่ดี หลายคนอยู่ในระหว่างอาบน้ำชำระล้างร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยมาตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นจากการเริ่มเปิดทำการของภัตตาคาร หลายคนกำลังสำเริงสำราญอยู่ในสถานบันเทิงรายล้อมด้วยสุราหลายประเภท เวลาสามนาฬิกาเศษดังกล่าวกลับเป็นเวลาเดียวกันกับที่คนสองคนจบบทสนทนายามค่ำคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงจะเป็นการยากที่จะกำหนดนิยามของคู่สนทนา กำหนดวัยและจำกัดอายุที่คู่สนทนาทั้งสองฝ่ายจะต้องมี นิยามของระยะเวลาในการสนทนากันแต่ละครั้ง อีกทั้งระยะทางไกลแห่งการเดินทางของบทสนทนา คงจะเป็นการยากยิ่งกว่าที่จะกำหนดด้วยหลักเกณฑ์สั้นๆถึงเรื่องราวแห่งการสนทนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสนทนาที่มักจะเริ่มต้นด้วยการทักทายแบบง่ายๆ แล้วต่อไปเรื่อยถึงการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ การเล่าเรียนศึกษาชีวิตอันเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวในต่างแดน วัยหนุ่มสาวคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของกล้ามเนื้อขนาดเท่ากำมือที่แอบซ่อนตัวอยู่ในอกข้างซ้าย ใครกันนะที่ให้นิยามว่า การเปิดเผยความเป็นส่วนตัวในเรื่องดังกล่าว มีความหมายในเชิงจิตวิทยาได้ว่าคู่สนทนาทั้งสองเริ่มมีความสนิทสนมใกล้ชิดกันเป็นพิเศษแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยากาศเรื่องเศร้าควรจะถูกพัดผ่านออกไปด้วยบทลงท้ายที่บ่งบอกถึงการทำใจให้ไม่ยึดติดกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาและผ่านออกไป เรื่องที่สรรหามาคุยกันในวาระต่อไปควรจะเป็นบทเรื่องราวของการเปิดเผยความชอบและความฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าประหลาดที่สมองของคนเรามีซอกหลืบเล็กๆสำหรับการบรรจุความฝันเสมอ ไม่ว่าภาระกิจที่มีอยู่จะมากมายหนักหนาสักเท่าไร อายุอานามที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนใบของต้นไม้  หรือจะเป็นเวลานานแสนนานนักหนาที่ความฝันถูกฝังกลบลงไป แล้วถูกกระตุ้นให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้งจากปรากฎการณ์อะไรบางอย่างหรือคนบางคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามที่น่าขบคิดเสมอคือ ความฝันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตหรือไม่ บ่อยครั้งเหมือนกันที่สงสัยและอยากได้คำตอบว่าจะดีกว่านี้ไหมหากไม่มีความฝัน ความฝันอยากท่องเที่ยวไปมองชมสถานที่ต่างๆที่เคยอ่านผ่านตามาในวัยเด็กดูเหมือนจะเป็นตะกอนตกอยู่ภายในจิตใจมานานแสนนาน รอคอยเวลาที่จะมีเหตุการณ์ใดพัดผ่านตะกอนที่นอนก้นขึ้นมาแผ่ตรงหน้า ส่งผลให้มีการคำนวณเงินออมที่ต้องใช้ในการท่องเที่ยวดูชม และคำนวณถึงผลได้เสียจากการกระทบกับการเล่าเรียนศึกษาที่ตกปากรับคำเซ็นสัญญากับทางราชการว่าจะต้องทำให้สำเร็จ แต่หากอยู่อย่างคนไร้ความฝัน ไม่ได้สัมผัสกับความลุ่มลึกของจิตใจและความผิดหวังในการไม่ได้ทำดังฝัน เงินเก็บออมทั้งหลายก็คงมีจำนวนมากพออยู่สำหรับการจับจ่ายหรือลงทุนในโครงการเล็กๆ ทางไหนจะเป็นคำตอบที่ดีจากคำถามที่มีว่าความฝันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตหรือไม่ ความฝันที่ในบางครั้งเป็นเพียงโครงการเล็กๆสั้นๆ อย่างเช่นการเขียนเรื่องสั้นกึ่งจริงกึ่งเท็จบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวที่ประทับใจ การนัดกันรับประทานอาหาร การพบปะเพื่อนฝูงของกันและกัน รวมทั้งถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองถึงดินแดนแห่งความฝันของคนสองคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัยเลยเบญจเพศที่พานพบคู่สนทนาที่หลากหลาย มีหลายคนที่ความฝันตรงกันและอีกมากหลายที่ความฝันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บุคคลในกลุ่มประเภทหลังเป็นบุคคลคนละกลุ่มความฝันคนละขั้ว และแลดูจะต้องระมัดระวังปกปิดไม่ให้พวกเขาทราบว่าคู่สนทนาผู้นี้มีความฝันว่าอย่างไรหากไม่ต้องการจะเสี่ยงกับความรู้สึกว่าเป็นคนมีความฝันลมแล้ง นักศึกษาปริญญาเอกในวัยนี้ควรจะมีความฝันในการขับเคลื่อนวงการกฎหมายไทยจากการรีบเล่าเรียนให้จบในเวลาสั้น มิใช่การอนุญาตให้จิตใจเพ้อเจ้อล่องลอยไปกับความฝันที่แลดูไร้สาระและแลดูเป็นขั้วตรงข้ามกับความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนจึงมีความลังเลตั้งแต่จะเริ่มมีความฝัน ดูเหมือนว่าในบริบทของคนบางคน ความฝันดูเป็นสิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นในระบบความคิด เป็นสิ่งที่โหดร้ายรุนแรงหากจะมีขึ้น เพียงเพราะความเชื่อที่ว่าความฝันเป็นสิ่งทำลายแนวการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ จึงทำให้ฉงนใจเสมอว่า เหตุใดคนเหล่านั้นจึงไม่เอาความฝันมาเป็นแรงผลักดันให้มีพลังในดำรงชีวิต การตั้งความฝันไว้เป็นเรื่องสุขใจแต่หากทำไม่ได้ดังนั้นก็มิใช่เรื่องที่จะไปโทษชะตาชีวิต คนเรามีความหลายหลายและถูกสร้างมาให้ทำหน้าที่แตกต่างกัน หากเมื่อใดที่สามารถทำตามความฝันได้ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่หัวใจพองโตและเต้นแรงจากความอิ่มเอิบและดื่มด่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสนทนากับคู่สนทนาบางคนจึงอาจจะเป็นเพียงการบอกเล่าสารทุกข์สุขดิบและวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองหรือถามไถ่ข่าวคราวคนรู้จัก หากเป็นเรื่องราวที่หญิงสาวคุยกันก็คงจะหนีไม่พ้นแหล่งชอปปิ้งแห่งใหม่หรือเทรนด์เสื้อผ้าสีสันสดใสรับหน้าร้อน แต่สำหรับกับคู่สนทนาบางคนที่โชคชะตาพัดพามาให้วงจรชีวิตทับซ้อนหลืบเหลื่อมกันแล้ว บทสนทนาถึงความฝันในวัยเยาว์ หรือ ความฝันที่แอบซ่อนไว้ไม่ได้ประกาศบอกใครมากมายนักด้วยเกรงว่าจะถูกขบขัน กลับเป็นเรื่องราวพิเศษที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้เสมอไม่ว่าโอกาสใดที่โลกของคนสองคนหมุนเข้าหากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีอาจจะน่าขอบคุณโชคชะตาที่พัดผ่านเข้ามาให้พบกับคนที่มีความฝัน แม้จะเหมือนบ้างหรือต่างกันบ้าง แต่มีความเข้าใจในการมีความฝันและดื่มด่ำกับความฝัน รวมทั้งการรอคอยระยะเวลาและโอกาสที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง ไม่รู้เหมือนกันว่าศัพท์ภาษาไทยกำหนดนิยามความสัมพันธ์ประเภทนี้ไว้ว่าอย่างไร ดูราวกับว่าภาษาที่ใช้ในการเขียนหนังสือที่แสนคุ้นเคยและเป็นภาษาแรกที่พูดได้นี้ ดูจะแคบและติดขัดไปถนัดใจเมื่อถูกป้อนคำถามเรื่องนิยามของความสัมพันธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ไม่ใช่เรื่องราวที่เคยอยู่ในความฝันมาก่อน แต่การพบคนเช่นดังว่าก็อาจจะเรียกขานได้ว่าเป็นหนึ่งในที่มาของแรงบันดาลใจ น่าดีใจเหลือเกินที่โลกนี้ยังมีคนที่มีความฝันและเข้าใจความฝัน น่าปลาบปลื้มที่แรงบันดาลใจเป็นเพียงคนหนึ่งที่เราจับต้องได้แม้จะอยู่กันไกลแสนไกล ความสัมพันธ์กันระหว่างแรงบันดาลใจและความฝันจึงอาจจะมีเพียงว่า การแบ่งปันความฝันทำให้พบแรงบันดาลใจ แต่หากจะทำให้แรงบันดาลใจมาเป็นความฝันก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ลำบากลำบนเอาการ ต้องใจพลังใจสูง แถมการพลาดฝันในครั้งนี้อาจจะทำให้ชีวิตปัดเป๋ไปอย่างคาดไม่ถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะบางทีแรงบันดาลใจอาจจะหาได้ยากกว่าความฝัน นอนหลับไปในแต่ละคืนก็พบกับความฝัน จะเป็นฝันดีฝันร้าย หรือฝันบอกเหตุอย่างไรก็ยังนับได้ว่ากลไกของมนุษยชาติหลีกหนีกับความฝันไม่ออก หากลืมตาตื่นมองดูหนังสือรูปถ่ายก็มีความฝันอยากไปโน่นมานี่ พูดคุยกับเพือนฝูงญาติสนิทเพียงเล็กน้อยก็สามารถเรียกเอาความฝันที่แอบตัวอยู่เงียบๆออกมาเล่าสู่กันฟังได้ ในขณะที่แรงบันดาลใจอาจต้องใช้อีกนานแสนนานในการค้นหา หากชีวิตมนุษย์ถูกสร้างสรรค์มาจากมือที่มองไม่เห็นให้มีสิทธิได้พบอะไรและเลือกอะไรได้เป็นบางอย่างแล้ว การตัดสินใจเก็บรักษาคงไว้ซึ่งแรงบันดาลใจดูจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการเก็บรักษาความฝัน แรงบันดาลใจที่กรุ่นอยู่ในหัวใจสามารถเรียกความฝันที่หลงทางสะเปะสะปะกลับมาตีแผ่ตรงหน้าได้เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากแรงบันดาลใจจะมีที่มาจากการแบ่งปันความฝันจริง ก็น่าจะขอบคุณตัวเองที่เป็นคนมีความฝันและขอบคุณโชคชะตาที่พัดพาไปให้พบกับคนที่มีความฝันเฉกเดียวกัน ทำให้ไม่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแตกต่างจากผู้อื่นนักในการกล้าหาญที่จะมีความฝันและทำตามความฝัน และน่ายินดีที่พบว่าแรงบันดาลใจยังอยู่ใกล้ๆกับเราเสมอไม่ว่าจะเป็นฐานะใดและในพิกัดองศาใดของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณโชคชะตาที่พัดพาแรงบันดาลใจเข้ามาและน่าขอบคุณมากกว่าที่เรามีความฝันที่แบ่งปันกันได้เสมอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในบางความฝันที่เรามีตรงกันจะเปล่งประกายเจิดจรัสอยู่ในห้วงคำนึงของเรา รวมทั้งมีโอกาสที่จะได้ผจญภัยในความฝันเดียวกันในเร็ววัน แต่หากจะลำบากจะลำบนเพราะการรอคอยเวลาที่ตรงกันหรือโอกาสที่เหมาะเพื่อทำตามความฝันแล้ว เห็นทีต่างคนจะต้องต่างดำเนินการตามความฝันแล้วมาเล่าสู่กันฟังจะดีกว่า เพราะอย่างไรเสียก็ต้องมีซักวันที่เราได้ดำเนินการตามความฝันด้วยกันแม้ว่าวันนั้นจะอยู่ไกลแสนไกล แต่ก็คงจะดีที่เรายังคงมีความทรงจำถึงความฝันที่เคยแบ่งปันกันอยู่เสมอมิใช่หรือ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114692120723013592?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114692120723013592/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114692120723013592' title='7 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114692120723013592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114692120723013592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/05/blog-post_06.html' title='เรื่องของแรงบันดาลใจ'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114653272254774730</id><published>2006-05-02T02:46:00.000+02:00</published><updated>2006-05-02T03:51:34.826+02:00</updated><title type='text'>แซยิด</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/Sommaire_60ans.gif"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/Sommaire_60ans.png" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/sud-tyrolien.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/sud-tyrolien.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DVD-BBC.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DVD-BBC.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/couv_ourdu.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/couv_ourdu.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/couv_khmer.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/couv_khmer.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/afficheT.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/afficheT.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; มีแต่คนจำได้ว่าปีนี้เป็นปีครบรอบวันเกิด 250 ปีของโมสาร์ท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมหนา คนถึงลืมกันไปได้ว่าเดือนเมษายนแห่งปีสองพันหกนี้ ก็เป็นเดือนครบรอบวันเกิดของเจ้าชายผมทอง ตัวเล็กๆ กระโดดว่องไว ผูกผ้าพันคอหางชี้ๆ ชอบวาดรูปหมวก เดินทางไปในดาวที่ไม่มีใครรู้จัก มีโลกที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนลืมเจ้าชายน้อยไปได้ยังไงนะ เจ้าชายน้อยที่มีบทบาทเสมอในการนำมาอ้างถึงในงานวรรณกรรมของฝรั่งเศส และยังรวมถึงการอ้างใน contexte ทางกฎหมายในคำอธิบายบางครั้ง และอ้างถึงเสมอในงานเขียนกฎหมายเชิงสิ่งแวดล้อม เพราะในหนังสือเล่มนี้มีประโยคสวยๆในเรื่องการดูแลพื้นดินให้คนรุ่นหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าชายน้อยที่แทบจะเป็นหนังสือบังคับอ่านของนักเรียนมัธยมฝรั่งเศส และเป็นหนังสืออ่านเล่มต้นๆของเด็กต่างชาติที่มาเรียนภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สอง เจ้าชายน้อยที่ได้รับการกล่าวถึงเสมอในการเรียนปรัชญา เจ้าชายน้อยที่เด็กอ่านยังไงก็ไม่สนุก แต่ผู้ใหญ่อ่านแล้วต้องหันกลับไปลองคิดว่า เราละเลยส่วนสำคัญในชีวิตไปหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ว่าอ่านหนังสือสีม่วงๆเล่มนี้หนแรกในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นการอ่านหนังสือแปลจากภาษาฝรั่งเศสเล่มที่สาม ภายหลังท่านเคาน์มองเต คริสโต ของ Alexendre Dumas และขบวนการนกกางเขน จบลง จำได้ว่าอ่านไปก็หลับๆแปลกๆ ไม่มีความสนุกชื่นใจแม้แต่น้อย สงสัยจะเป็นเพราะเจ้าชายน้อยเหาะไปในอากาศ มีชีวิตอยู่กับแกะ ไม่ได้แหกคุกเหมือน มองเต้ คริสโต้ ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาอ่านเจ้าชายน้อยอีกหนตอนที่เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสใหม่ๆ ตอนนั้นเริ่มค้นพบว่า การอ่านหนังสือที่มาจาก original version จะให้ความรู้สึกที่ดีกว่า เลยไปซื้อมาจากร้านหนังสือข้างบ้านด้วยราคาไม่กี่ยูโร มานั่งอ่านเล่นตอนรอซักผ้า และพบว่า ภาษาที่ใช้ในเรื่องเป็นภาษาง่ายๆ มีหลักการใช้ไวยากรณ์ที่ไม่โลดโผน เหมาะกับคนเพิ่งหัดเรียนภาษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านเจ้าชายน้อยรอบสองในปีเดียวกัน ในเวลาห่างกันประมาณหนึ่งเดือน พบว่าเป็นหนังสือเด็กที่ให้ผู้ใหญ่อ่าน ปรัชญาในเรื่องเจ้าชายน้อยสวยงามน่าสัมผัส และชวนให้คิดนานเสมอ เป็นหนังสืออีกเล่มที่หยิบมาอ่านเสมอเวลาเดินทางไกล ตอนนี้หนังสือเจ้าชายน้อยเล่มที่อ่านถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่นจากการให้โดยเสน่หา แต่ยังมีความคิดแอบซ่อนอยู่เสมอในการเก็บสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ หนังสือหน้าปกเดียวกันแต่ภาษาต่างกัน เอามาเรียงแถวกันคงดูแปลตาดีไม่น้อย อาจจะเป็นข้ออ้างที่ดีในการเดินทางไปประเทศโน้นประเทศนี้อีกประการหนึ่งก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังพบเจ้าชายน้อยอยู่เสมอเมื่อแหงนมองโปสการ์ดที่ติดไว้ที่ผนังด้านขวาของห้อง ตลอดจนร้านขายของที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์ต่างๆที่แสดงความเป็นฝรั่งเศสพอๆกับโมเน่ต์และหอไอเฟล อยากเจอมากหน่อยก็ต้องเดินไปที่โรงเรียนประถม เด็กๆสะพายเป้เจ้าชายน้อยเป็นแฟชั่นพอๆกับกระเป๋า eastpack ของเด็กมัธยมและมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาสนใจเจ้าชายน้อยอีกหนจากการสนทนากับบางคนเมื่อไม่กี่วันก่อน เลยพบว่าเจ้าชายน้อยอายุครบหกสิบปีในเดือนเมษายนนี้ เด็กชายผู้มีความฝันที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนนั้นยังเติบโตอยู่เสมอในโลกนี้และในดินแดนอันไกลแสนไกล บางทีเจ้าชายน้อยอาจจะวิ่งเล่นอยู่ในโลกของบล็อกบางบล็อกก็ได้ ใครจะไปรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยคสวยๆของเจ้าชายน้อยยังกินใจเสมอด้วยคำง่ายๆว่า on voit bien qu'avec le coeur อันมีความหมายว่า เราจะมองเห็นได้ชัดเมื่อใช้หัวใจ .. แน่นอนที่สุดของบางอย่างชัดเจนเสมอหากมองด้วยหัวใจ ภาพที่มองด้วยสายตามักเปลี่ยนแปลงไปเสมอจากเวลาและการสั่งการของสมอง แต่ภาพที่มองจากหัวใจไม่เคยเปลี่ยน หรือไม่จริง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุขสันต์วันเกิดเจ้าชายน้อย และ สุขสันต์วันที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของมิตรภาพที่มองเห็นได้ด้วยหัวใจกับใครบางคนและใครอีกหลายคน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114653272254774730?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114653272254774730/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114653272254774730' title='9 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114653272254774730'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114653272254774730'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/05/blog-post.html' title='แซยิด'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114583801741531802</id><published>2006-04-24T02:14:00.000+02:00</published><updated>2006-04-24T13:59:53.226+02:00</updated><title type='text'>ตลาด</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01958.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01958.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดวงอาทิตย์แจ่มจ้าในวันอาทิตย์เร่งเร้าให้รีบลุกจากที่นอน การหลับไหลพักผ่อนควรจะหมดสิ้นไปเมื่อเวลานับครบหกชั่วโมงในกิจกรรมหัวถึงหมอนในแต่ละวัน หลักสุขอนามัยมีอยู่ว่าคนเราไม่ควรนอนมากเกินไปเพราะจะทำให้เซื่องซึมไม่สดใส แต่ในทางกลับกันก็ไม่ควรนอนน้อยเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ดูเหมือนกับว่าการเดินทางสายกลางจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในทุกคำถามที่ชีวิตเฝ้าเพียรถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันอาทิตย์ในประเทศเมืองหนาวเป็นวันที่แสนน่าเบื่อ แม้จะเป็นวันที่หลานคนถวิลหาเพราะมีความหมายถึงการได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ การได้ทำความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุม หรืออยู่กับหยอกล้อเล่นกับครอบครัวซึ่งอาจจะรวมถึงเจ้าสัตว์เลี้ยงสี่ขา แน่นอนที่ว่ายังมีความหมายถึงการได้กินอาหารดีๆและดื่มด่ำกับดนตรีที่โปรดปราน แต่สำหรับนักเรียนนอกผู้ไร้ญาติขาดมิตร มีห้องพักขนาดกะทัดรัดที่ทำใช้เวลาเพียงไม่เกินชั่วโมงก็ทำความสะอาดเกลี้ยงเกลาแล้ว วันอาทิตย์ดูจะเป็นวันหนึ่งในสัปดาห์ที่ครองแชมป์ความน่าเบื่อ คิดจะออกไปเดินเล่นให้เพลิดเพลินก็ไม่มีร้านรวงไหนจะตามใจเปิดทำการ จะไปนั่งดื่มกาแฟแผ่รับแสงแดดอุ่นในฤดูใบไม้ผลิก็พบว่าร้านกาแฟอันเป็นกิจกรรมอันทรงเสน่ห์ของการใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนแห่งนี้ก็ปิดพักผ่อนเพื่อชาร์ทพลังให้เตรียมพร้อมในการทำงานตลอดสัปดาห์เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดขายของเก่า หรือ marché aux puces จึงน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้นักเรียนไทยเหงาๆ ที่รอบตัวเต็มไปด้วยกองหนังสือตำรับตำราลุกขึ้นสลัดแข้งสลัดขาเดินออกไปจากความง่วงงุนละสึมสะลือจากการตื่นนอนและความเคร่งเครียดที่สั่งสมอยู่ทั้งยามหลับและยามตื่น ตลาดนัดขายของเก่าแห่งนี้มีการรวมตัวกันทุกวันอาทิตย์ในทุกสภาวะอากาศ ไม่ว่าจะร้อนหรือจะหนาว คนค้าคนขายที่นี่ก็มิได้กลัวเกรงกับสภาพอากาศ ดูจะขัดกับสำนวนที่กล่าวถึงความขึ้นลงของดินฟ้าอากาศในการปฎิบัติกิจกรรมบางอย่างเสียจริง บางทีอาชีพการเป็นคนค้าขายของเก่าอาจจะเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ติดทอปลิสต์ความทรหดอดทนจากการต่อสู้กับอากาศและการเดินทางไปมาตลอดเวลาก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพนักงานดับเพลิงต้องผจญเพลิง คนขายขนมปังต้องย้อมผมเป็นสีขาวเพราะฝุ่นแป้ง และช่างทำกระเบื้องที่เมือง Nîmes จะต้องหงุดหงิดกับกางเกงที่ขาดบ่อยเพราะความคมของกระเบื้อง ทำให้เป็นที่มาของผ้าชนิดพิเศษสีน้ำเงินที่ถือเป็นเครื่องแบบของคนทุกยุคทุกสมัยอย่างกางเกงยีนส์ De Nim แล้วละก็ บางทีอาชีพนักขายของเก่าก็อาจจะเป็นอาชีพที่ต้องผจญฝุ่นมากที่สุดและได้พบเห็นสินค้าแปลกประหลาดมากที่สุดก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสน่ห์ของการไปเดินเล่นตลาดขายของเก่าจึงคงมิได้มีว่าการต่อรองราคาตามหลักการของการช้อปปิ้งที่ดี แต่อาจจะหมายความรวมถึงการไปเดินเล่นรับแสงแดดอุ่นเพื่อให้ผ่อนคลายจากความเบื่อหน่ายและเคร่งเครียดที่สั่งสมมาในทุกวัน อีกทั้งยังเป็นการทัศนาจรในโลกอดีตที่ใช้เครื่องมือเพียงสองเท้าก้าวเดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล้องถ่ายรูปสมัยเก่าแบบยืด กล้องจุลทรรศน์รุ่นบุกเบิก ตราชูทองเหลืองที่มาของวงการยุติธรรม แผนที่ประเทศฝรั่งเศสที่ระบายสีดินแดนอาณานิคมถ้วนทั่วเว้นดินแดนขวานทอง ของเล่นสังกะสีที่หาดูได้ยากนับแต่การลงทุนที่สำเร็จของบริษัทนินเทนโด ไวโอลินตัวเล็ก ชุดชาอังกฤษ พัฒนาการการออกแบบสลากผลิตภัณฑ์ของเครื่องดืมฝรั่งเศสทางตอนใต้อย่าง Ricard และ Pastis แว่นตายุคซิกส์ตี้ แจกันทรงสูง ชุดหมากรุกแก้ว ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจยามที่สองตาได้สัมผัส สินค้าเหล่านั้นดูจะเปรียบเสมือนประตูเชิญชวนให้เดินเข้าไปสู่โลกแห่งจินตนาการถึงภาพอดีต ก่อนที่จะตื่นจากภวังค์เพราะเสียงการต่อรองราคา ใครกันนะที่บอกว่าชาวต่างชาติต่อรองราคาสู้คนไทยไม่ได้ เท่าที่ได้ยินที่นี่เห็นจะเป็นการพิสูจน์ความจริงอันชันเจนแจ่มแจ๋วว่า การซื้อของถูกเป็นสิ่งที่คนทุกชาติต้องการ แม้การต่อราคาจากหนึ่งยูโร เป็นห้าสิบซองตีมก็สร้างความพอใจให้คนซื้อเหลือคณานับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัฒนธรรมการค้าขายของเก่าของฝรั่งเศสพัฒนาไปเป็นอาชีพการขายของเก่า ซึ่งมีการรวมตัวแลกเปลี่ยนสินค้ายิ่งใหญ่ที่สุดเป็นที่เลื่องลือในนัดทุกวันเสาร์ถึงวันจันทร์ ที่สถานี métro สีบานเย็นหมายเลขสี่ ในเส้นทางที่ชื่อว่า Porte de Clignancourt – Porte de Orléans ที่จุดหมายต้นสถานี คือ Porte de Clignancourt มีบัตรผ่านเข้างานเพียงตั๋วเมโทรสีม่วงขนาด สามเซ็นติเมตรคูณหกจุดแปดเซนติเมตร ราคาหนึ่งยูโรสี่สิบซองตีมแห่งระบบการขนส่งทรงประสิทธิภาพของนครปารีส&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114583801741531802?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114583801741531802/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114583801741531802' title='8 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114583801741531802'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114583801741531802'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_24.html' title='ตลาด'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114561537671207906</id><published>2006-04-21T12:20:00.000+02:00</published><updated>2006-04-21T12:29:37.170+02:00</updated><title type='text'>ขอรักตัวเองซักวันได้ไหม?</title><content type='html'>คลิ๊กฟังเพลงและดู clip แสนน่ารักได้ที่ title จ้ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะปล่อยใจไปบนท้องฟ้า &lt;br /&gt;อยากให้หลับตาแล้วใจของฉัน &lt;br /&gt;ก็ลืมทุกๆ สิ่ง และลืมทุกๆ อย่าง &lt;br /&gt;ให้ใจล่องลอยสักวัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลานี้จะห่วงแค่เพียงตัวเองเท่านั้น &lt;br /&gt;จะไม่ไปสนใจ และจะไม่รักใคร &lt;br /&gt;วันนี้เป็นวันที่ฉัน... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอรักตัวเองสักวันได้ไหม &lt;br /&gt;พักใจที่มันเหนื่อยมาแสนนาน &lt;br /&gt;ปล่อยมันให้พักผ่อน อะไรเอาไว้ก่อน &lt;br /&gt;ทำอย่างที่ใจต้องการ...สักวัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจะกลับไปในวันพรุ่งนี้ &lt;br /&gt;ก่อนจะไม่มีเวลาให้ฝัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะลืมทุกๆ สิ่ง และลืมทุกๆ อย่าง &lt;br /&gt;ให้ใจล่องลอยอีกสักวัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลานี้จะห่วงแค่เพียงตัวเองเท่านั้น &lt;br /&gt;จะไม่ไปสนใจ จะไม่ไปรักใคร &lt;br /&gt;วันนี้เป็นวันที่ฉัน.... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอรักตัวเองแค่ในวันนี้ &lt;br /&gt;เรื่องราวที่มีจากวันเมื่อวาน &lt;br /&gt;พรุ่งนี้คอยเริ่มใหม่ พรุ่งนี้ค่อยเข้าใจ &lt;br /&gt;ปล่อยให้มันพ้นผ่าน ... สักวัน&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ขอบคุณนกที่ช่วยหารายละเอียดเกี่ยวกับเพลงให้ หลังจากที่เรียกเพลงนี้ว่า ขอรักตัวเองซักวันได้ไหม มานานแสนนาน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114561537671207906?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://en-light.com/V2/s/02_Aday.html' title='ขอรักตัวเองซักวันได้ไหม?'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114561537671207906/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114561537671207906' title='5 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114561537671207906'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114561537671207906'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_21.html' title='ขอรักตัวเองซักวันได้ไหม?'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114549116719786088</id><published>2006-04-20T01:51:00.000+02:00</published><updated>2006-04-20T02:39:58.353+02:00</updated><title type='text'>จดหมายจากนักเดินทาง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/Rotation%20of%20DSC00736.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/Rotation%20of%20DSC00736.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถึง สาวมิ้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงภาพสาวมิ้มเบิกตาโตเมื่อเห็นรอยประทับบนตราไปรษณียากรราคา 0.53 ยูโร หน้าซองของจดหมายฉบับนี้&lt;br /&gt;แน่ใจเถอะว่าไม่ได้ตาฝาด ไม่ได้ฝันไป ไม่ต้องแอบหยิกตัวเองเหมือนตอนที่ผมทดสอบว่าตัวเองฝันไปหรือเปล่าตอนนั่งเรือไปชมสายน้ำอะแมซอนหรอก ที่มองเห็นตราประทับที่หน้าซองจดหมายบอกหมายเลข 06 อันเป็นตราประทับของ département ของฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Les Alpes Maritimes กินดินแดนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของฝรั่งเศสที่มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า French Riviera อันประกอบไปด้วยนีซ กานน์ กราซซ์ และประเทศเพื่อนบ้านอย่างโมนาโค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมส่งจดหมายฉบับนี้มายืนยันว่าผมมาที่นี่จริง ในวันที่แดดแรงจ้าและฤดูใบไม้ผลิปกคลุมทั่งประเทศฝรั่งเศสเช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆถึงตัดสินใจเดินทางมาประเทศหกเหลี่ยมตามที่มิ้มชอบเรียกขาน ทั้งที่ปฎิเสธคำชวนหลายต่อหลายครั้งไปแล้วว่าผมคงจะไม่มีโอกาสเดินทางไปฝรั่งเศส โดยให้เหตุผลง่ายๆว่าผมไม่ชอบเดินทางในประเทศแถบยุโรปอันเป็นสัญลักษณ์ของความหนาวเย็น แต่เลือกที่จะเดินทางไปในประเทศแถบทางใต้ของทวีปอเมริกาที่ผมอยู่อาศัยมากกว่า บอกมิ้มเสมอว่าผมคุ้นเคยกับแหล่งน้ำทางตอนใต้ ผิวสีแทน ปลาเนื้อนุ่มหวาน เบียร์กระป๋องแช่เย็น และ พระอาทิตย์ดวงโตที่ร้อนแรงมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าผมเกิดในวันอาทิตย์ก็ได้ เจ้าแห่งวันและเจ้าแห่งชะตาของผมอาจจะมีส่วนในการอยากให้ผมเข้าไปใกล้ชิดท่านมากกว่าที่คิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตัดสินใจซื้อเที่ยวบินเดินทางออกจากเมืองแออัดจอแจในทวีปอเมริกา เดินทางข้ามมหาสมุทรโดยเที่ยวบินตรงมายังดินแดนแห่งทะเลสีครามราวกับจะท้าทายความสามารถของศิลปินในการละเลงสี บ่อยครั้งในการถกปัญหากับเพื่อนอเมริกันผมจะได้รับคำถามเสมอว่า คุณคิดว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร เจ้าหาดตรงหน้าของผมคงจะเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าพระเจ้าในความคิดของผม น่าจะเป็นจิตรกรชั้นยอดที่สันทัดในการให้สีสันรายละเอียดของธรรมชาติ ชนิดที่ว่าบุตรของพระเจ้าลูกหลานเหลนของอดัมส์ในรุ่นต่อรุ่นถัดมามิสามารถเทียบเคียงได้ ไม่ว่าจะพยายามถ่ายทอดความเหมือนจริงโดยการวาดรูปด้วยเทคนิคสีน้ำสีน้ำมัน หรือจะเป็นการคิดค้นประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปขึ้นมาเพื่อจะเป็นตัวแทนบอกเล่าความสวยงามที่อาจจะต้องบรรยายโดยใช้คำพูดนับพันคำ แต่ถึงกระนั้นผมก็อดที่จะใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกภาพชายหาดสวยๆและใช้ประโยชน์ของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นประโยชน์ในการส่งรูปมาให้มิ้มดูไม่ได้อยู่ดี แม้จะจำได้ขึ้นใจว่ามิ้มเคยมาที่นี่แล้วเมื่อสองปีก่อนตอนที่เรายังไม่รู้จักกัน จะมีเรื่องไหนบ้างไหมนะที่มิ้มเล่าแล้วผมจำไม่ได้ ดูเหมือนว่าความทรงจำของผมที่มีต่อมิ้มจะชัดเจนจนน่าประหลาดใจเสียจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่ามิ้มคงได้รับโปสการ์ดที่ผมส่งจากการเดินทางครั้งก่อนเรียบร้อยแล้ว ไม่อยากจะเดา แต่ก็อดเดาไม่ได้อีกว่ามิ้มคงดีอกดีใจตามประสาคนได้ของตกแต่งบ้าน ภายหลังจากพลิกด้านหลังดูลายมือขยุกขยิกตามประสาคนเขียนหนังสือไม่สวยของผมแล้ว ก็คงจะตรวจดูการประทับตราไปรษณียากรตามประสาคนช่างสงสัยว่าไปรษณียภัณฑ์ชิ้นนี้จะใช้เวลาเดินทางนานเท่าไร เพื่อเตรียมข้อมูลในการมาบ่นหรือมาชมกับผมว่าไปรษณีย์ทำงานเร็วหรือช้าเพียงใด หากไปรษณีย์ทำงานเร็ว มิ้มก็จะดีอกดีใจและมีโครงการส่งซีดีเพลงที่โปรดปรานมาให้ผมลองฟัง แต่หากไปรษณีย์ทำงานช้า มิ้มก็คงพยายามหาเหตุผลร้อยแปดพันประการมาอธิบายว่าความล่าช้าอันนั้นเป็นเพราะสาเหตุอะไร หลังจากมิ้มนับวันเดินทางของไปรษณียภัณฑ์ชิ้นนั้นเรียบร้อยแล้ว ก็คงเดินไปตรงที่ผนังด้านขวามือสุด ที่มิ้มบอกผมว่ามันยังมีที่ว่างอยู่เต็มไปหมดสำหรับขั้นตอนการติดโปสการ์ดบอกเล่าการเดินทางของผมและของมิ้ม มิ้มคงจะหยิบเจ้าโปสการ์ดด้วยมือขวา พยายามกะที่อยู่ของมันให้สวยงามโดดเด่นที่สุด และคงจะติดมันลงไปบนผนังอย่างตั้งอกตั้งใจ และเมื่อติดลงไปแล้ว ก็คงเดินถอยออกมาสักสี่ห้าก้าว เอียงคอไปทางซ้ายทางขวา มองดูความกลมกลืนหรือแตกต่างของมันกับเพื่อนโปสการ์ดใบอื่น ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า คอนเซปท์ในการติดโปสการ์ดบนผนังครั้งนี้จะเป็นคอนเซปท์ความเหมือนหรือความต่าง เพราะในบางครั้งที่ได้สนทนาเมื่อยามที่โลกของเราหมุนชนกัน มิ้มจะบอกผมว่าเพิ่งจะจัดตู้เสื้อผ้าเสร็จ และรู้สึกสนุกสนานมากในการเล่นสีเสื้อผ้าแบบไล่โทนร้อน โทนเย็น แต่ในบางครั้งก็บอกผมว่าจัดเสื้อผ้าออกเป็นโซนแยกตามประโยชน์ใช้งานหน้าร้อนหน้าหนาว เลยไม่แน่ใจซักทีว่ามิ้มจะวางคอนเซปท์ของผนังด้านขวามือสุดไว้ว่าอย่างไร แต่ค่อนข้างแน่ใจและสบายใจว่าโปสการ์ดของผมจะมีที่อยู่สบายๆในพื้นที่ผนังด้านขวามือสุดและทุกที่ในห้องของมิ้มเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีสีน้ำเงินจัด แม้จะมีการไล่โทนสีตามความลึกตื้นของระดับน้ำแล้ว ผมก็ยังรู้สึกว่ามันช่างเป็นทะเลที่บอกความเป็น blue marine หรือสีน้ำเงินในภาษาของคนใช้ปากกาหมึกซึมสีน้ำเงินได้ดีเหลือเกิน สีน้ำเงินจัดแบบนี้ทำให้อดคิดไปถึงสีน้ำเงินของหาดอิปปานีมาอันเป็นที่มาของเพลงโปรดอีกเพลงหนึ่งของผมที่เพิ่งจากมาเมื่อเดือนก่อนไปไม่ได้ สีฟ้าครามของน้ำแลดูต่างกันก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเหลือเกินก็คือความเป็นสถานที่ตากอากาศ นึกแล้วก็อดขำไปไม่ได้ว่า สาวไทยบ้านเราเดินเข้าเดินออกเคาน์เตอร์เครื่องสำอางเพื่อถามหาครีมกันแดดต้านรังสีอุลตราไวโอเลตกันเป็นงานอดิเรก ในขณะที่สาวๆที่นี่ถอดเสื้อถอดผ้าวิ่งเข้าใส่แดดหน้าร้อน ดูเหมือนกิจกรรมของสาวสองสัญชาติคงจะมีนิยามเป็นคำตอบได้ง่ายๆว่า คนเรามักไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่และแสวงหาสิ่งที่ตนต้องการโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอยู่เสมอ ภาพตรงหน้าที่ผมเห็นเป็นการถอดเจ้าทูพีซด้านบนออกอาบแดดอย่างไม่กลัวอายเทวดาฟ้าดิน สาวๆที่นี่มีหลายอายุ และมองไปก็พบว่าน่าจะปะปนกันทั้งสาวเจ้าของประเทศและนักท่องเที่ยว เจ้าหล่อนดูมีความสุขเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงจากเครื่องเล่มเอมพีสามแบบพกพาและอ่านหนังสือเล่มหนา บางคนที่มากับคู่รักก็ดูจะถูกอาถรรพ์ของท้องทะเลสีครามที่ทำให้รักกันมากขึ้นแบบไม่มีเหตุผล สำหรับบางคนที่มากับครอบครัวก็แลดูมีชีวิตชีวาดีที่คุณพ่อจะโยนลูกบอลลมเล่นกับลูกสาวตนโต ในขณะที่แม่สาละวนดูแลลูกชายคนเล็ก ภาพต่างๆเหล่านี้คงจะเป็นภาพที่เราจะเห็นกันเป็นการทั่วไปเมื่อมาเที่ยวชมน้ำสีคราม คงมิใช่ภาพของชายไทยในเสื้อยืดนั่งก้มหน้าก้มตาเขียนจดหมายโดยใช้เก้าอี้พลาสติกพับได้แทนโต๊ะและใช้พื้นทรายเป็นเก้าอี้นั่งเหยียดขายาวที่มีร่องรอยแผลเป็นมากมายฟ้องให้เห็นถึงอดีตความเป็นหมายเลขสิบสี่ในทีมกีฬาสิบห้าคน สักพักก็เงยหน้าขึ้นมาเพื่อคลายความเมื่อยล้าของคอและเพื่อมองภาพเคลื่อนไหวที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะก้มลงไปบรรยายถ้อยคำในจดหมายให้มิ้มได้รับรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดที่จะถอนอกถอนใจโทษการตัดสินใจปุบปับของตัวเองไปไม่ได้ว่า เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมลืมเอาผืนผ้าใบและสีน้ำมัน อันเป็นอีกงานอดิเรกหนึ่งที่มิ้มสนับสนุนเสมอมาด้วย หากถ้ามิ้มอยู่ข้างๆผมตรงนี้ แน่ใจได้เลยว่าผมจะได้รับคำตำหนิใหญ่โตเพราะจำได้ว่ามิ้มชื่นชมการหอบผ้าใบของจิตรกรไปตั้งหน้าธรรมชาติตรงหน้าและวาดรูปต่างๆออกมาสักแค่ไหน ตามประสาคนหลงใหลสีสันสะดุดตาของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ผมเองก็แสนจะอึดอัดลำบากใจเหมือนกันที่พบว่าแวนโก๊ะไม่มีงานที่วาดรูปน้ำปรากฎอยู่เลยในผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา แต่ในขณะที่โมเนต์ ศิลปินที่มิ้มชื่นชอบนิยมการนำน้ำมาเป็นฉากแสดงการถ่ายทอดความประทับใจอันเป็นที่มาของแนวศิลปะที่ชื่อว่า Impressionnisme ของเขาอยู่เสมอๆ จะว่าไปก็อาจจะถือเป็นเรื่องน่ายินดีอีกประการหนึ่งที่เราสองคนชอบแนวศิลปะแนวเดียวกัน เลยทำให้ไม่ถกเถียงกันมากมายนัก หากมิ้มชอบแจ๊กสัน พอลล๊อก ในขณะที่ผมชอบ ไมเคิล แองเจโล หรือมิ้มชอบ ราฟาเอล ในขณะที่ผมชอบคาดินสกี เรื่องของเราคงวุ่นวายมากกว่านี้เป็นแน่ โรคแวนโก๊ะฟีเวอร์ของผมหายไปนานแล้วตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นนักเรียนปริญญาโทในเมืองแท๊กซี่สีเหลือง ในขณะที่ความคลั่งใคล้โมเน่ต์ของมิ้มเติบโตแกร่งกล้าในประเทศต้นแบบ ยังจำได้ถึงเสียงแสดงความยินดีของมิ้มที่โทรสายตรงมาหาผมได้เมือมองรูปวาดของโมเน่ต์อย่างใกล้ชิดที่พิพิธภัณฑ์ดอร์เซ่ในปารีสได้อย่างชัดเจน หากวันนี้ผมมีผืนผ้าใบและกล่องสีน้ำมันชุดเดิมที่คุ้นเคยอยู่ในมือ ผมก็คงจะได้ดำเนินการเลียนแบบตามโกแกงในการวาดรูปสาวๆชาวนีซ เช่นเดียวกับที่โกแกงวาดสาวๆแห่งหมู่เกาะตาฮิติในงานมาสเตอร์พีซของเขาเป็นแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านค้าในเมืองนีซดูจะเป็นสิ่งที่ขัดกันกับสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาเรื่องการไม่พูดภาษาอังกฤษของคนฝรั่งเศส พ่อค้าแม่ขายที่นี่พูดภาษาอังกฤษกันอย่างคล่องจัด หวนให้นึกถึงการเดินทางครั้งล่าสุดที่ผ่านมาของผม ประเทศทรงเสน่ห์ในดินแดนอเมริกาใต้แบบนั้นกลับพูดภาษาโปรตุเกสกันอย่างคึกคัก จนทำให้ผมต้องหัดเรียนรู้ที่จะส่งภาษาโปรตุเกสกระท่อนกระแท่นออกไปด้วย สารภาพว่าพอจะเข้าใจมิ้มอยู่บ้างแล้วเหมือนกันที่ตกหลุมรักเพลงภาษาโปรตุเกสอย่างถอนตัวไม่ขึ้น คิดแล้วก็นึกสนุกอยากไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวมาเป็นคุณครูให้สาวมิ้มเสียเหลือเกิน แต่ที่เมืองชายทะเลแถบทางใต้ของฝรั่งเศสแห่งนี้ ภาษาอังกฤษกลับถูกใช้กันโดยทั่วไปซึ่งก็เป็นข้อดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศอังโกลโฟนิคอย่างผมที่จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในการเปลี่ยนภาษามากนัก ในบางครั้ง ผมนึกสนุกส่งภาษาฝรั่งเศสที่เคยนึกว่าคืนครูอาจารย์สมัยมัธยมปลายไปหมดแล้วออกไปบ้าง ปรากฎว่ายังพอใช้การได้ผลดี แต่ก็สงสัยเพียงเพราะว่าคนที่นี่คุ้นเคยกับการดูแลนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นีซทำให้เด็กไทยชอบทานปลาอย่างผมปรีเปรมไปกับพาเหรดอาหารทะเล อาหารที่นี่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกและลูกมะกอก เน้นรสชาติเปรี้ยวเป็นสำคัญ นอกจากอาหารทะเลที่มีมากมายให้เลือกแล้ว ยังมีร้านพิซซ่าสวยๆคนแน่นอีกหลายร้าน ผมคิดว่าน่าจะมาจากอิทธิพลที่นีซเป็นเมืองติดชายแดนประเทศรูปร่างเป็นรองเท้าบู๊ตอย่างอิตาลีเป็นแน่ พิซซ่าที่นี่แผ่นบางกรอบนุ่ม แน่นอนผมเลือกหน้าปลาแซลมอน ใจอดนึกเปรียบเที่ยบกับพิซซ่าขอบหนา เต็มไปด้วยแป้งและไขมัน ในเมืองบิ๊ก แอปเปิ้ลที่จากมาไม่ได้ บางทีการเดินทางออกนอกประเทศที่เลือกมาศึกษาต่อเสียบ้างน่าจะทำให้ผมสุขภาพจิตดีขึ้นจากการเหงาเดียวดายเป็นลำพังก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครๆมารู้เข้าว่าผมเขียนจดหมายซะยืดยาวแบบนี้ทั้งที่มีเบอร์โทรศัพท์อยู่ในมือคงจะหัวเราะงอหายเป็นแน่ จะว่าไปก็ไม่มีเหตุผลสักเท่าไหร่หรอกนะที่ผมเลือกเดินทางมาฝรั่งเศสในตอนที่มิ้มเดินทางไปเวียนนา แต่ในเหตุผลของความไม่มีเหตุผล ผมคิดว่ามิ้มคงเข้าใจว่าผมได้ทำตามสัญญาที่เราให้แก่กันไว้อย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ การเดินทางท่องเที่ยวให้มากและนำมาเล่าสู่กันฟัง ควบคู่ไปกับการรอคอยการหมุนชนกันของโลกของเราด้วยใจจดจ่อ ยอมตรงๆในจดหมายฉบับนี้ว่าผมเองก็อยากเจอมิ้มเหมือนกัน บางครั้งการมานั่งริมทะเลสองคนก็น่าจะดีกว่าการมานั่งริมทะเลคนเดียว แต่นั่นก็ดูจะเป็นการบังคับให้โลกของเราหมุนชนกันมากเกินไป ผมเลยตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวแล้วบอกเล่าให้มิ้มฟังอย่างเดิมดีกว่า กว่ามิ้มจะได้รับจดหมายฉบับนี้ผมก็คงเดินทางกลับรังในเมืองบิ๊ก แอปเปิ้ลที่จากมาเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเครื่องบินของเราสองคนจะบินสวนกันบนฟ้าสีครามบ้างไหม หรือในยามที่สาวมิ้มเงยหน้ามองอากาศยานที่บินอยู่ในชั้นบรรยากาศ สาวมิ้มจะรู้บ้างไหมว่าผมก็นั่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารและมองลงมาบนพื้นดินเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคงต้องจบจดหมายฉบับนี้เพียงเท่านี้ มิฉะนั้นจะพลาดเที่ยวบินบินกลับบ้าน ขอโทษที่จบจดหมายแบบดื้อๆเหมือนที่สาวมิ้มเคยบ่นเสมออีกแล้ว แต่ผมก็เป็นของผมอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร จบจดหมายดื้อๆ ส่งจดหมายก็ช้าทำให้โลกของเรามักหมุนชนกันก่อนที่สาวมิ้มจะได้มองเห็นลายมือของผมอยู่ร่ำไป แต่มิ้มจะรู้บ้างไหมว่าผมมีความสุขเสมอที่ได้เขียนจดหมายบอกเล่าการเดินทางของผมให้รับรู้ ผมไม่เคยพอกับการเดินทางเสียที แต่ปรารถนาที่จะเดินทางต่อไปเรื่อยๆโดยไม่มีที่สิ้นสุด หากจะมีใครถามว่าเมื่อไหร่ผมจะหยุดเดินทางสักที คงจะเป็นคำถามที่หืดขึ้นคอที่เดียวสำหรับผม แต่หากสาวมิ้มจะเป็นคนถามคำถามดังกล่าวละก็ ผมมีคำตอบไว้ให้เสมอจ้ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่ามิ้มคงได้รับรูปที่ผมส่งทางอี-เมล์ได้โดยเรียบร้อยนะจ้ะ ส่งรูปไปให้ดูหกรูป เผื่อว่าจะทำให้อยากมาเที่ยวที่นีซรอบสองบ้าง หากโลกของเราหมุนชนกันคราวหน้า ผมจะบอกว่าผมมานั่งเขียนจดหมายฉบับนี้หามิ้มที่ตรงไหน เผื่อว่ามิ้มจะนึกสนุกมานั่งที่เดิม ดูวิวเดิมๆที่ผมเห็นในตอนนี้แล้วเล่าเรื่องการเดินทางของมิ้มให้ผมฟังบ้าง เพียงแค่เท่านี้ผมก็คิดว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้สาวมิ้มสนุกกับการเดินทางนะจ้ะ ผมสบายดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก ผม, คนที่ไม่เคยพอกับการเดินทางสักที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114549116719786088?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114549116719786088/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114549116719786088' title='9 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114549116719786088'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114549116719786088'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_20.html' title='จดหมายจากนักเดินทาง'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114544079405225426</id><published>2006-04-19T11:43:00.000+02:00</published><updated>2006-04-19T11:59:54.376+02:00</updated><title type='text'>Nice นีซ - ไนซ์ Nice!</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/P7110034.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/P7110034.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/P7110043.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/P7110043.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC00714.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC00714.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/P7110071.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/P7110071.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/P7110060.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/P7110060.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/P7110029.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/P7110029.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114544079405225426?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114544079405225426/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114544079405225426' title='6 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114544079405225426'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114544079405225426'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/nice-nice.html' title='Nice นีซ - ไนซ์ Nice!'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114519480348576826</id><published>2006-04-16T15:37:00.000+02:00</published><updated>2006-04-16T15:44:27.873+02:00</updated><title type='text'>จดหมายถึงเธอผู้ไม่หยุดนิ่ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01788.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01788.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ถึง เธอผู้ไม่หยุดนิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันไม่รู้หรอกว่าขณะที่ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ เธอจะเดินทางท่องเที่ยวตามหาความฝันของเธออยู่ในมุมใดหรือทวีปไหนในห้าทวีปของโลก แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าเธอจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับฉันอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ การที่เราจะท่องเที่ยวให้ครบห้าทวีปของโลกแล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเราแลดูน่าหัวเราะสำหรับคนอื่น เรามีสัญญากันมากมาย สัญญาว่าจะท่องเที่ยว สัญญาว่าจะไม่หยุดส่งข่าวสารหากัน สัญญาว่าจะสัมผัสถึงความสวยงามของงานวรรณกรรมไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่เราก็ไม่เคยมีสัญญาว่าจะท่องเที่ยวไปด้วยกัน จะเจอกัน หรือจะกินข้าวด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าโลกของเรายังไม่หมุนมาชนกันก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกที่หมุนชนกัน..คำนี้ดูสวยงามและไพเราะ ฉันอดนึกถึงเด็กหญิงอลิซที่พลาดตกลงไปในปล่องของกระต่ายขาว เด็กชายหญิงชาวอังกฤษที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเจอกับอาณาจักรหิมะแห่งนาเนีย และไหนจะเป็นอีกมากมายหลายตำนานที่พูดถึงโลกสองโลกที่หมุนชนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในยุคแห่งการสื่อสารฉับไว ฉันยอมรับประโยชน์ของอินเตอร์เนตและโทรศัพท์มือถือ อดยอมรับกับตัวเองไม่ได้ว่ารอคอยการหมุนชนกันของโลกของฉันและโลกของเธอจากการจัดการของโปรแกรมมหัศจรรย์ที่ให้เราคุยกันผ่านปลายนิ้วสัมผัสได้ แต่การหมุนชนกันของโลกแบบนี้ก็ดูจะเป็นเรื่องผกผันกับสัญญาของเราที่จะเดินทางไปดูโลกกว้างให้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ในร้านกาแฟใจกลางกรุงเวียนนา ในระหว่างรอเจ้านกเหล็กร่อนขึ้นจากสนามบิน สายการบินในยุโรปดูจะมีเครือข่ายต่อเนื่องกันไปหมด หวนให้นึกถึงการรวมตัวกันของกลุ่มสหภาพยุโรปที่จำได้เลือนลางในวิชาสังคมศึกษา ยังจำได้ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูถึงการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินให้เป็นสกุลเดียวกันทั่วทั้งทวีป ใครเล่าจะนึกว่า ณ ปี 2006 เช่นนี้ความแข็งแรงของการรวมกลุ่มกันในนามสหภาพยุโรปจะมีมากกว่าที่คิด ความสะดวกสบายจากการใช้เงินสกุลเดียวกันและไม่ต้องยุ่งยากจากการติดต่อขอวีซ่าในการเดินเข้าเดินออกประเทศต่างๆ มักทำให้ฉันตัดสินใจได้ง่ายเสมอในการออกจากบ้านไปท่องเที่ยว..ท่องเที่ยวให้มากตามที่เราตกลงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวียนนาในวันนี้อากาศดีเหลือเกิน แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิดูสว่างจ้า อุณหภูมิสิบเจ็ดองศาทำให้อะไรสดใสไปหมด ร้านกาแฟที่ฉันนั่งเขียนจดหมายถึงเธออยู่นี้เป็นร้านกาแฟอายุเป็นร้อยปี เจ้าของสูตรขนมต้นตำรับอย่าง sacher cake เค้กชอกโกแลตแบบพิเศษที่มีการใช้แยมทาระหว่างชั้นเค้ก ทำให้ได้รสชาติหวานของชอกโกแลตควบคู่ไปกับความเปรี้ยวหวานของแยมส้ม แน่ใจได้เลยว่าคนชอบทานขนมหวานอย่างเธอคงจะรีบวิ่งเข้าใส่เป็นแน่ ฉันเลือกสั่งกาแฟเวียนนาควบคู่ไปกับขนมเค้กยามบ่าย วิปครีมทำให้รสร้อนแรงของกาแฟนุ่มละมุนลง ขณะที่ลิ้นดื่มด่ำกับอาหารมื้อสุดท้ายในบรรยากาศแบบเวียนนา สายตาของฉันก็ทอดมองไปไกลนอกกระจก แสงแดดจ้าในวันเสาร์คงจะปลุกเร้าหัวใจคนเวียนนาให้ออกมาเดินเล่นจับจ่ายในเมืองเป็นแน่ คนที่นี่แต่งตัวดีด้วยองค์ประกอบของสินค้าแบรนด์ดังต่างยี่ห้อ ดูมีรสนิยมและบ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งชนิดที่คนปารีเซียงต้องชิดซ้าย น่าสงสัยว่าคนที่นี่ประกอบอาชีพอะไรจึงได้มีฐานะดี สามารถใช้ของแบรนด์เนมชื่อดังของฝรั่งเศสและอิตาลีได้กันเกลื่อนทั่วเมืองเช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดคิดไปไม่ได้ว่า ในขณะที่ฉันกำลังนั่งดื่มด่ำรสชาติละมุนของกาแฟเวียนนาและขนมเค้กในร้านกาแฟอายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ เธอจะทำอะไรอยู่นะ ครั้งสุดท้ายที่โลกของเราหมุนชนกัน เธอบอกกับฉันว่าจะเดินทางไปตากแดดที่แถบทางใต้ของทวีปอเมริกา ฉันอดนึกภาพที่เธอล่องเรือมองเจ้าปลาคาร์ดินัลว่ายฉวัดเฉวียนไปมา นึกภาพเธอเหวี่ยงเบ็ดตกปลาพิรันย่า เธอจะได้ลองชิมเนิ้อมันหรือเปล่านะ แต่อีกไม่นานแล้วฉันก็น่าจะรู้คำตอบ จริงอยู่ที่ว่าโลกของเราสองคนหมุนชนกันไม่บ่อยนัก แต่เราก็ไม่เคยที่จะลืมฉกฉวยประโยชน์ของการสื่อสาร ไม่แน่หรอกที่ว่าฉันอาจจะเปิดตู้ไปรษณีย์มาแล้วพบคำตอบทั้งหมดที่ตั้งไว้จากเธอก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดไปก็น่าขำ..เรื่องราวของเราสองคนดูจะเป็นคำตอบของคำถามสองคำถามที่มีความตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิงได้ดีทีเดียว ตั้งแต่เล็กจนโต ฉันได้ยินคำถามถึงขนาดของโลกมาตลอดเวลาว่า โลกเรานี้แคบหรือโลกเรานี้กว้างใหญ่สักเพียงไหน เมื่อสมัยยังเป็นเด็กตัวน้อยเล่าเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ฉันยังจำได้ถึงความตื่นตาตื่นใจที่ได้เรียนประวัติศาสตร์โลก และยิ่งสนุกสนานกับความกว้างใหญ่ของโลกเมื่อนั่งเฝ้าตอบคำถามความรู้รอบตัวในรายการเกมส์โชว์แจกเงินล้าน จนมาถึงตอนนี้..เมื่อเติบโตและใช้เวลาการเป็นนักเรียนปริญญาเอกให้คุ้มค่าด้วยการท่องเที่ยวในยุโรป เมื่อสองเท้าก้าวเดินและสองตาสัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ ฉันก็บอกตัวเองเสมอว่าโลกเรานี้ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน ตัวเราดูเป็นสัดส่วนน้อยนักหากเทียบกับความกว้างใหญ่ของโลก แต่ทุกครั้งที่กลับจากการเดินทางและพบเจอเธอในโลกแห่งเครือข่ายใยแมงมุมอันน่ามหัศจรรย์ ขณะที่ใช้ปลายนิ้วบอกเล่าเรื่องราวของฉันผ่านโปรแกรมมหัศจรรย์ที่ช่วยเหลือให้เราพูดคุยกันได้เสมอ ฉันก็สัมผัสได้ทันทีว่าโลกใบนี้ช่างมีขนาดเล็กนิดเดียว โลกใบเล็กนี้สามารถเชื่อมโยงเธอในอีกทวีปหนึ่งและฉันอีกทวีปหนึ่งเข้าหากันได้ แต่ไม่ว่าโลกจะมีขนาดเป็นอย่างใด จะเล็กหรือจะใหญ่สักเพียงไหน สิ่งหนึ่งที่ฉันตระหนักและรู้ชัดอยู่เสมอคือ เราอยู่ในโลกใบเดียวกันและรอคอยการหมุนชนกันของโลกอย่างใจจดใจจ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารภาพกับเธอตรงๆว่า เวียนนาในสายตาฉันในวันนี้กับเวียนนาในสายตาฉันในวันที่ตัดสินใจกดปุ่ม enter เพื่อตอบตกลงการซื้อขายตั๋วโดยสารและการจองเครื่องบินผ่านหน้าจอคอมพิวเตร์ในวันนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เวียนนาในวันนั้นในสายตาฉันไม่มีอะไรมากมายไปกว่าเมืองของโมสาร์ทและแม่น้ำดานูบซึ่งก็น่าจะเป็น blue danube ตามที่จำได้ขึ้นใจสมัยเด็ก แต่ในวันนี้ฉันพบว่านอกจากแม่น้ำดานูบจะมีสีน้ำตาลอ่อนแล้ว เวียนนาก็ยังเป็นนครหลวงของประเทศเล็กๆแต่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมายน่าค้นหา บ่อยครั้งที่ฉันถามตัวเองในขณะเดินเท้าไปตามถนนเล็กๆที่มีร่อยรอยการบูรณะในเมืองเวียนนาว่า เมื่อร้อยสองร้อยปีที่ผ่านมา จะมีใครเจ้าหญิงเจ้าชายเดินผ่านเส้นทางตรงนี้บ้างหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศูนย์กลางของเวียนนาบอกเล่าเรื่องราวของความเป็นเมืองแห่งดนตรี ในขณะที่เมืองหลวงของฝรั่งเศสอย่างปารีสมอบศูนย์กลางของทุกอย่างให้หอไอเฟลหรือพิพิธภัณฑ์ลูฟ เวียนนากลับมอบศูนย์กลางของเมืองให้อยู่ที่โรงโอเปร่า หรือ oper ตามภาษาท้องถิ่น การคมนาคมของที่นี่ใช้ระบบรถเมโทร รถราง และ รถบัส ความแตกต่างอันโดดเด่นของเจ้าสามยานพาหนะนี้คงจะมีอยู่ที่การอยู่บนดินและการอยู่ใต้ดิน รถรางและรถบัสของที่นี่ช่างตอบสนองการชมเมืองของนักท่องเที่ยวได้ดีเหลือเกิน ในขณะที่หากเปรียบเทียบกับระบบรถเมโทรของฝรั่งเศสแล้ว ฉันพบว่ารถเมโทรที่นี่มีความสะดวกสบายน้อยกว่า เพราะคนขึ้นจะต้องชำนาญในหนทางมาก่อน ก่อนที่กำหนดให้สองเท้าก้าวเดินลงไปตามทิศทางของแต่ละสถานี ในขณะที่ฝรั่งเศสกำหนดให้ทุกคนที่มีความประสงค์จะใช้บริการเมโทรเดินเข้าไปในสถานีเหมือนกันหมด แต่แยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่ตนเองเลือกภายในสถานี สถานีเมโทรในฝรั่งเศสจึงสามารถแก้ปัญหาการเดินขึ้นลงเพราะผิดสถานีที่ฉันพบอยู่เสมอในการใช้บริการเมโทรของเวียนนาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการผังเมืองในยุโรปดูจะเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ น่าชื่นชมที่พวกเขาสามารถจัดการความเป็นเมืองใหม่และความเป็นเมืองเก่าให้อยู่ด้วยกันได้อย่างไม่ขัดแย้ง หวนให้นึกถึงคอนโดมิเนียมแท่งสูงใหญ่ในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ที่ฉันขัดอกขัดใจเสมอเวลาขับรถผ่าน หรือตึกห้างสรรพสินค้าความสูงระฟ้าที่ต้องแหงนมองคอตั้งบ่าควบคู่ไปกับความงามของพระปรางค์ในกรุงเทพฯ เห็นแล้วก็นึกสะท้อนใจไปไม่ได้ว่ากรุงเทพฯน่าจะสวยงามมากกว่านี้อีกหลายเท่านักหากเรามีการจัดสรรผังเมืองที่ดีมาตั้งแต่ต้น สำหรับเวียนนามีการจัดสรรความใหม่ของเมืองให้ควบคู่ไปกับความเก่าของเมืองได้อย่างลงตัว ภายหลังจากการแวะถ่ายรูปโรงโอเปร่าที่มีตำนานการเล่นดนตรีของโมสาร์ท ฉันเดินเรื่อยๆไปตามถนนเก่าที่มีการวางอิฐรูปสี่เหลี่ยมเป็นทางเดิน ความพยายามของมนุษย์ในการจัดทำทางเดินที่ดีในสมัยก่อนและดูน่านับถือ และบางทีความพยายามในการจัดทำทางเดินดังกล่าวอาจจะถึงจุดสิ้นสุดตอนที่มีการค้นพบยางมะตอยหรือซีเมนต์ในการทำถนนก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านรวงที่นี่บอกเล่าความเป็นเฉพาะทางของบทเรียนทางภาษาได้ดีทีเดียว ตอนเด็กๆฉันจะสงสัยเสมอว่าเหตุใดเราจะต้องเรียนรู้ศัพท์คำว่า ร้านขายเนื้อ ร้านขายปลา ร้านขายขนมปัง ร้านขายเซรามิค ร้านขายถ่าน ร้านขายการ์ด ร้านขายหนังสือ ในขณะที่เราสามารถค้นพบทุกอย่างที่เราต้องการจะซื้อได้ในห้างสรรพสินค้า เพิ่งจะมาเข้าใจว่าศัพท์ต่างๆเหล่านั้นมีที่มาจากความชำนาญเฉพาะทางของผู้ประกอบอาชีพได้ก็เมื่อเดินทางออกนอกประเทศ ร้านรวงในเวียนนาเองก็เป็นตัวอย่างในความสงสัยประสาเด็กของฉันได้ดีทีเดียว ที่นี่มีร้านชำนาญเฉพาะทางอย่างร้านเซรามิค หรือร้านชอกโกแลต เปิดอยู่ควบคู่ไปกับการลงทุนจากบริษัทเสื้อผ้าข้ามชาติอย่าง Esprit Mango หรือ H&amp;amp;M หรือ บริษัทคริสตัลรูปหงส์อย่าง Swarovski ซึ่งสำหรับบริษัทหลังเองก็เป็นอีกหนึงสินค้าขึ้นชื่อของออสเตรีย เหมืองคริสตัล swarovski มีที่ตั้งอยู่ที่เมือง innsbuck ห่างจากเวียนนาไปทางตะวันตกโดยใช้เวลาเดินทางสิบสองชั่วโมงไปกลับโดยรถไฟ อดจินตนาการไปถึงพิพิธภัณฑ์คริสตัลอันลือชื่อที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับสวยๆงามๆ แพรวพราวไปหมดไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านชอกโกแลตเป็นอีกจุดขายหนึ่งของเวียนนา ชอกโกแลตที่นี่มีความแปลกกว่าที่อื่นตรงที่มักจะทำแบบสอดไส้ ที่ขายกันกลาดเกลื่อนโดยทั่วไปเห็นจะหนีไม่พ้นใส้ถั่วพิตาชิโอสีเขียวๆ แล้วหุ้มด้วยกระดาษหน้าพระเอกของเรา – Mozart มองไปทางไหนก็มีแต่หน้าโมสาร์ทเต็มไปหมด แต่หากโมสารทจะเป็นพระเอกของเวียนนาจริง ฉันก็ต้องยกตำแหน่งนางเอกของเวียนนาให้ Sisi หรือพระนางอลิซาเบธ หากโมสาร์ทจะปรากฎตัวบ่อยแสนบ่อยในโปสการ์ด ที่รองแก้ว กระดาษห่อชอกโกแลต ขวดเกลือกับพริกไทยบนโต๊ะอาหาร จานประดับบ้าน ฉันก็พบ Sisi อยู่เช่นกันในหน้าถุงกระดาษ พรมแขวนผนัง จานประดับบ้าน ที่ติดผม กระป๋องชา ปากกา หรือจะเป็นแม่เหล็กติดตู้เย็น เรียกได้ว่าคำนิยามของเวียนนาในของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวน่าจะบอกได้ง่ายๆจากหน้าของพระเอกและนางเอกของเราทั้งสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาปัตยกรรมของที่นีมีเอกลักษณ์พิเศษตรงที่เป็นโดมสีเขียวโดดเด่นออกมาจากหินอ่อนสีขาว พูดถึงโดมแล้วก็อดจะเล่าให้เธอฟังถึงความตระการตาของโบสถ์ Karlplaz ที่เดินผ่านมาเมื่อซักครู่นี้ไม่ได้ ตอนนี้โบสถ์ดังกล่าวกำลังบูรณะซ่อมแซม ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นโชคดี เพราะการบูรณะซ่อมแซมที่ว่าแม้จะทำให้โบสถ์ลดความสวยงามลงจากการติดตั้งร้านเหล็กสูงที่ต่อขึ้นไปข้างบน แต่ก็มีประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวในการขอโดยสารลิฟต์ขึ้นไปชมภาพวาดบนผนังและหลังคาโบสถ์ Karlplaz เป็นโบสถ์อีกที่หนึ่งที่ทำให้ฉันค้นพบความยิ่งใหญ่ของศรัทธา น่าอัศจรรย์ที่จะมองย้อนกลับไปในอดีตว่าในยุคสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เจริญก้าวหน้า เราต้องใช้ความมานะพยายามสักเพียงไหนในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมเพื่อการฉลองศรัทธา พิระมิดในยุคโบราณเองก็ตอบคำถามนี้ได้เช่นกัน ความศรัทธาในชีวิตโลกหน้าทำให้คนอิยิปต์โบราณเอาหินทรายจำนวนนับร้อยนับพันมาก่อสร้างสถาปัตยกรรมน่าอัศจรย์นั้นให้คนรุ่นหลังดู ความยิ่งใหญ่ของศรัทธาและดูเป็นสิ่งน่าทึ่งหากจะวัดจากความทันสมัยของเทคโนโลยี และนี่ก็เป็นเหตุผลอีกอย่างหนึ่งหรือเปล่านะที่จะบอกว่า ในยุคแห่งปีสองพันหกที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การค้นหาศรัทธาที่แท้จริงจึงหาได้ยาเต็มที่ ส่งผลต่อเนื่องไปถึงจิตใจของมนุษย์ที่ทำอะไรด้วยความรู้สึกที่แท้จริงไม่ฉาบฉวยไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระราชวัง schönbrun เป็นอีกที่ที่น่าประทับใจของที่นี่ บรรยากาศภายในดูอบอุ่นเป็นกันเอง เหมือนบ้านเศรษฐีสบายๆสักหลัง ไม่น่าเชื่อว่าในฐานะพระราชวังของกษัตริย์เช่นเดียวกันกับพระราชวังแวร์ซายส์ ฉันกลับรู้สึกถึงความแตกต่างในการเข้าชมสัมผัส จำได้ว่าตอนไปเหยียบแวร์ซายส์และสัมผัสความยิ่งใหญ่ของการจะทำอาณาจักรฝรั่งเศสให้เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ฉันก็พลันเกิดความเข้าใจขึ้นมาได้ทันทีว่าเหตุใดชาวฝรั่งเศสถึงลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติในยามเช้าของวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 แต่ในวันนี้ ขณะที่สองเท้าก้าวย่างเดินชมพระราชวัง schönbrun ฉันกลับรู้สึกถึงความหดหู่ที่เกิดขึ้น เมื่อประมวลภาพแล้วพบว่าประเทศเทศออสเตรียจำต้องเปลี่ยนการปกครองจากเดิมมาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์เนื่องจากอิทธิพลของเพื่อนบ้านและสงครามในตอนนั้น แหงนหน้ามองโคมไฟแก้วคริสตัลที่ห้อยระย้าแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า โคมไฟดังกล่าวเป็นโคมไฟเดิมที่เคยติดอยู่ที่นี้ในวันเดียวกับที่ส่องแสงให้พระนางมาเรีย-เทเรส เพลิดเพลินเคลิบเคลิ้มไปกับการแสดงดนตรีของโมสาร์ตหรือไม่ หรือเป็นเพียงโคมไฟที่เอามาทดแทนโคมไฟเดิมที่ถูกปลดลงเพือนำไปตกแต่งบ้านของหัวหน้าพรรคที่มีสัญญาว่าจะทำเพื่อมวลชน บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆถึงถูกความหดหู่เข้าครอบงำ ซึ่งมักจะเป็นอย่างนี้เสมอเวลาเดินชมพระราชวังที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเรียกแขกบ้านแขกเมืองในปัจจุบันและเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ที่อ้างถึงอยู่เสมอในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่ฉันจะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่น่าทึ่งของศรัทธาในการสร้างสถาปัตยกรรมทางศาสนา และเกิดคำถามถึงจิตใจอันฉาบฉวยของมนุษย์เสมอในการเยี่ยมชมโบสถ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีคำตอบของการท่องเที่ยวเชิงสังคมและประวัติศาสตร์ในประเทศออสเตรียของฉันอาจจะมีเพียงการค้นพบอารมณ์สองอารมรณ์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในครั้งนี้ก็เป็นได้ และเพราะเหตุผลนี้เองที่เธออาจจะเลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยว เดินชมธรรมชาติ เข้าป่าโน้นออกป่านี้ มากกว่าการเดินทางไปในดินแดนที่แอบซ่อนความโหดร้ายทางประวัติศาสตร์อยู่ บางทีหากโลกของเราหมุนชนกันในคราวหน้า ฉันอาจจะป้อนคำถามเธอว่าสนใจมีเพื่อนร่วมทางเดินทางไปช้อนปลา เก็บต้นไม้น้ำ หรือพายเรือล่องไปตามแม่น้ำที่ไหลเอื่อยหรือไม่ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่าตู้ไปรษณีย์สีแดงของที่นี่คงนำพาจดหมายฉบับนี้ถึงมือเธอในเร็ววัน เรื่องราวการท่องเที่ยวของฉันจบลงแล้ว เหลือเพียงหลักฐานเป็นจดหมายฉบับนี้ ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเธอที่จะบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวในดินแดนหนึ่งในห้าของทวีปโลกให้ฉันฟังเป็นการตอบแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสองคนคงเดินทางกันอยู่เรื่อยไป ตราบนานเท่านานที่โลกยังหมุน และ ตราบนานเท่านานที่โลกของเรายังไม่หมุนมาชนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้เธอสนุกกับการเดินทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก..ฉัน, ผู้ไม่หยุดนิ่งเช่นกัน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114519480348576826?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114519480348576826/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114519480348576826' title='19 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114519480348576826'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114519480348576826'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_16.html' title='จดหมายถึงเธอผู้ไม่หยุดนิ่ง'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>19</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114491617022278994</id><published>2006-04-13T10:15:00.000+02:00</published><updated>2006-04-13T10:16:10.730+02:00</updated><title type='text'>เรื่องของคุณปาลีรัฐ</title><content type='html'>คุณปาลีรัฐไม่มีบล๊อกเป็นของตัวเอง เลยมาฝากให้พิจารณางานของเธอ ณ ที่นี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นว่าได้ประโยชน์สองเด้ง นอกเหนือจากจะได้บุญคุณจากการช่วยเหลือคุณปาลีรัฐในครั้งนี้แล้ว ยังได้เอางานคนอื่นแบบบทความยาวมาอัพบล๊อกแก้โรคหมดมุขของเจ้าของบล๊อก เลยตอบรับคำขอของคุณปาลีรัฐโดยไม่ชักช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณปาลีรัฐได้รับการทาบทามจากอาจารย์ปกป้องให้เขียนเรื่องลง open นิตยสารแนวการเมืองเศรษฐกิจที่คุณปาลีรัฐเองไม่เคยนึกฝันว่าตัวเองจะเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะคุณปาลีรัฐคิดว่าเธอไม่มีความสนใจการเมือง และยิ่งไม่มีความสนใจทางเศรษฐกิจเป็นพิเศษนอกจากการโดนบังคับให้เรียนตามหลักสูตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงแน่นอนว่าเรื่องของคุณปาลีรัฐไม่มีลักษณะคล้ายเรื่องที่ได้ลงตีพิมพ์ทางด้านซ้ายของหนังสือโอเพ่นที่เป้นเรื่องแนวการเมืองเศรษฐกิจ หนำซ้ำยังไม่คล้ายเรื่องในกลุ่มด้านขวาของโอเพ่นที่เป็นเรื่องแนวบันเทิง อาจารย์ปกป้องจึงจับให้เธออยู่หน้า open special ซึ่งคุณปาลีรัฐดีใจเพราะเธอได้เป็นคนพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณปาลีรัฐฝากมาบอกว่า หากจะพูดคุยกับเธอทั้งก่อนและหลังการอ่านงานของเธอที่ชื่อว่า “ไขกุญแจปริศนา La Code Da Vinci” แล้วละก้อ ให้ฝากข้อความไว้ที่บล๊อกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณปาลีรัฐฝากประกาศอีกว่า เธออยากจะขอบคุณอาจารย์ปกป้องที่ให้โอกาสฝึกปรือฝีมือวิทยายุทธ์ในการขีดเขียนในครั้งนี้ ขอบคุณคุณบุญชิต ฟักมี สำหรับความช่วยเหลือด้านเทคนิคภาพ และขอบคุณคุณท่อก กระหล่ำปลีกุล สำหรับคำแนะนำในด้านการวางเรื่องและน้ำจิตน้ำใจถามไถ่ความคืบหน้าแสดงความยินดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญไปพบกับงานของคุณปาลีรัฐได้ตามลิ้งค์นี้ &lt;a href="http://www.onopen.com/"&gt;http://www.onopen.com/&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114491617022278994?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114491617022278994/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114491617022278994' title='5 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114491617022278994'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114491617022278994'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_13.html' title='เรื่องของคุณปาลีรัฐ'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114479548606639409</id><published>2006-04-12T00:43:00.000+02:00</published><updated>2006-04-12T00:45:01.933+02:00</updated><title type='text'>บ้านสีเหลือง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01990.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01990.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;บ้านเลขที่ 9 ถนน Getreidegrasse แห่งเมือง Salzburg เป็นบ้านเกิดของโมสาร์ท&lt;br /&gt;ตอนนี้บ้านเหลืองๆหลังนี้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดโมสาร์ท หรือ Mozarts Geburthaus เก็บเงินค่าเข้าชมหกยูโรห้าสิบ (ถ้าจำไม่ผิด)&lt;br /&gt;ภายในบ้านหลังนี้ออกแบบโดย Robert Wilson นักศิลปะชาวอเมริกัน โดยมี theme ในการออกแบบให้เหมือนตอนที่โมสาร์ทมีชีวิตอยู่มากที่สุด (เมื่อ 250 ปีที่แล้วน่ะ)&lt;br /&gt;ภายในบ้านแบ่งออกเป็นเก้าห้อง คือ ห้องเก็บของ ห้องนั่งเล่น ห้องที่โมสาร์ทมีได้ไอเดียการแต่งเพลง ห้องซ้อมเปียโนไวโอลิน ห้องเล่นสนุกของโมสาร์ท ฯลฯ แต่ละห้องตกแต่งด้วยรูปภาพของโมสาร์ทและของครอบครัวโมสาร์ท เห็นแล้วก็รู้สึกว่าทุกคนหน้าตาเหมือนกันไปหมดเลย&lt;br /&gt;เดินไปตามถนน Getreidegrasse แล้วก็คิดขึ้นมาว่า เมื่อสองร้อยห้าสิบปีก่อน ตอนที่เด็กชายโมสาร์ทยังมีชีวิตอยู่ ถนนนี้จะเป็นยังไงหนา&lt;br /&gt;เด็กชายโมสาร์ทคงวิ่งไปวิ่งมา วิ่งมาวิ่งไป เด็กชายโมสาร์ทจะจิ๊กเงินเหรียญของแม่มาซื้อขนมไหมนะ เด็กชายโมสาร์ทจะโดนแม่ใช้ให้ไปซื้อขนมปังหรือเปล่า&lt;br /&gt;แล้วถ้าเด็กชายโมสาร์ทเล่นดนตรีได้ไพเราะถูกใจ หรือ คิดเพลงท่อนใหม่ได้ จะได้ชอกโกแลตกินฟรีไหม&lt;br /&gt;แล้วตอนที่เด็กชายโมสาร์ทได้เข้าเวียนนา เพราะเล่นดนตรีถูกใจพระนางมาเรียเทเรส ชาว salzburg จะยินดีด้วยซักแค่ไหนหนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถนน Getreidegrasse ในปี พ.ศ. นี้กลายเป็นถนนที่คึกคักที่สุดใน salzburg เพราะเป็นถนนที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาเดิน เป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารดีๆ ร้านกาแฟเวียนนา ร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนม และร้านไอติมแสนอร่อยที่เจ้าของเคยไปเที่ยวหาดป่าตองบ้านเรามาแล้ว&lt;br /&gt;แต่ถนนดังกล่าวก็ยังคงความสวยงามและความขลังแบบเมืองดนตรีอยู่&lt;br /&gt;มิน่าละถึงถูกเลือกให้เป็น locationหนังเรื่อง the sound of music ในอีกสองร้อยปีกว่าถัดมา&lt;br /&gt;อยากไปอีกจัง เมืองน่ารักเหลือเกิน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114479548606639409?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114479548606639409/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114479548606639409' title='6 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114479548606639409'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114479548606639409'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_12.html' title='บ้านสีเหลือง'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114461462211975385</id><published>2006-04-09T22:24:00.000+02:00</published><updated>2006-04-09T22:47:12.166+02:00</updated><title type='text'>อาหารเวียนนา</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01824.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01824.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ร้านกาแฟอายุเป็นร้อยปีในใจกลางกรุงเวียนนา ในวันอุณหภูมิสิบเจ็ดองศาทำให้อะไรสดใสไปหมด ร้านกาแฟนี้เป็นร้านกาแฟอายุเป็นร้อยปี เจ้าของสูตรขนมต้นตำรับอย่าง sacher cake เค้กชอกโกแลตแบบพิเศษที่มีการใช้แยมทาระหว่างชั้นเค้ก ทำให้ได้รสชาติหวานของชอกโกแลตควบคู่ไปกับความเปรี้ยวหวานของแยมส้ม แน่ใจได้เลยว่าคนชอบทานขนมหวานคงจะรีบวิ่งเข้าใส่เป็นแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนี้คงไม่หาญกล้าที่จะบอกว่า อยากจะลองทำเค้ก sacher ดูกับเค้าบ้าง เพราะกรรมวิธีในการทำดูซับซ้อนเหลือเกิน นอกจากการทาแยมส้มระหว่างชั้นแล้ว ก็ยังต้องอาศัยความพยายามในการชอกโกแลตเหลวๆเคลือบให้ทั่วเค้กก้อนโตอย่างสวยงาม ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า เค้ก sacher สูตรต้นตำรับนี้จะตีพวกสูตรลอกที่เคยลองชิมในเมืองไทยหรือในหลายๆมุมของโลกได้กระจุยกระจาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สั่งกาแฟเวียนนาควบคู่ไปกับขนมเค้กยามบ่าย วิปครีมทำให้รสร้อนแรงของกาแฟนุ่มละมุนลง กาแฟที่นี่เสริฟโดยใช้แก้วสูงมีก้าน ไม่ใช้แก้วเล็กๆแบบกาแฟฝรั่งเศสและไม่ใช่แก้วกาแฟคลาสสิคแบบกาแฟบ้านเรา ขณะที่ลิ้นดื่มด่ำกับอาหารมื้อแรกในบรรยากาศแบบเวียนนา สายตาของก็ทอดมองไปไกลนอกกระจก แสงแดดจ้าในวันเสาร์คงจะปลุกเร้าหัวใจคนเวียนนาให้ออกมาเดินเล่นจับจ่ายในเมืองเป็นแน่ คนที่นี่แต่งตัวดี เพิ่มความโมเดิ้ร์นด้วยแว่นกันแดดราคาแพงยีห้อดังทั้งชายและหญิง ยังไม่หมายความรวมถึง “เฟอร์นิเจอร์” อื่นที่ใช้ประกอบการแต่งตัว นับตั้งแต่หมวก กระเป๋า เข็มขัด และรองเท้า ล้วนบ่งบอกถึงรสนิยมและฐานะทางการเงินที่ดีจนอดฉงนใจไม่ได้ว่าคนที่นี่ประกอบอาชีพอะไรจึงได้มีฐานะดี สามารถใช้ของแบรนด์เนมชื่อดังของฝรั่งเศสและอิตาลีได้กันเกลื่อนทั่วเมืองเช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเปรียบเทียบกับฝรั่งเศสแล้ว สองประเทศนี้มีธรรมเนียมเหมือนและต่างกันอยู่เหมือนกันในเรื่องการทานอาหาร ในขณะที่ฝรั่งเศสถือว่าเวลาของอาหารมื้อค่ำควรจะเริ่มในระหว่างเวลา 19.00 – 20.00 นาฬิกา ออสเตรียกลับเร่งเวลาดังกล่าวให้เร็วขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมงเหมือนมื้ออาหารค่ำของคนอเมริกัน อาหารฝรั่งเศสมักไม่ขาดไวน์และขนมปังบาแก๊ตต์แท่งยาว ในขณะที่อาหารออสเตรียเลือกขนมปังกลมๆเนื้อคล้ายบาแก๊ตต์มาเป็นเครื่องเคียง และดื่มน้ำโซดา น้ำโซดาที่นี่หาง่ายกว่าน้ำเปล่าและราคาดูเหมือนจะถูกกว่า แต่สิ่งที่เหมือนกันในการทานอาหารของทั้งสองชาติก็ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมการเสิรฟอาหารสามชุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มอบภาระในการเลือกอาหารเย็นแบบเวียนนาให้หญิงเจ้าของร้านอาหารร่างใหญ่ใจอารี ความสนุกของการทานอาหารมื้อนี้มีอยู่ตรงที่ว่า ไม่อาจจะรู้ได้ว่าอาหารที่นำมาเสริฟจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นหญิงเจ้าของร้านอาหารใจอารีผู้นี้ก็ยังพูดภาษาอังกฤษ อันเป็นภาษาสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ในการสื่อสารในประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลักประเทศนี้ได้เพียงกระท่อนกระแท่นเป็นคำๆเท่านั้น ฟังดูแล้วการทานอาหารมื้อนี้ดูมีอุปสรรคมากโขอยู่ แต่ก็น่าแปลกใจที่ว่ารู้สึกสนุกและตื้นตันไปกับความพยายามสื่อสารของเธอ รวมทั้งการเข้ามาถามไถ่เสมอว่าชอบอาหารทั้งสามจานที่เธอเป็นผู้เลือกหรือไม่ นึกแล้วก็อดคิดไปไม่ได้ว่า น่าแปลกใจที่คนบางคนมักจะออกตัวว่าไม่รู้จะเขียนอะไร หรือ เขียนไม่เป็น หรือก็เป็นที่พบกันอยู่เสมอว่าพูดภาษาเดียวกันแต่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจ แต่ในวันนี้ในฐานะนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ก็ยังไม่พบว่าภาษาเป็นอุปสรรคในการสื่อสารแม้แต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะว่าสัมผัสถึงจิตใจอารีของเธออันเป็นเจ้าของร้านอาหารนี้ได้ก็ได้กระมัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารเวียนนาแท้เริ่มต้นที่สลัด เป็นสลัดจานเล็กๆประกอบไปด้วยผักสดเหมือนสลัดอื่นๆ แต่ที่ต่างกันไปก็คือมีมันฝรั่งปอกเปลือกหั่นชิ้นลวกให้มีความนุ่มพอดีๆสำหรับตักเข้าปากพร้อมทั้งน้ำสลัดรสเปรี้ยว ที่นี่ทานอาหารไม่เปรี้ยวมากหากเทียบกับน้ำสลัดของฝรั่งเศส อาหารจานหลักอันมีชื่อยาวเฟื้อยตามธรรมเนียมของคำสมาสในภาษาเยอรมันมีลักษณะคล้ายหมูชุบเกล็ดขนมปังทอด ไม่กรอบจนแป้งแตกร่วนเหมือนบ้านเรา และไม่อมน้ำมันเหมือนอาหารญี่ปุ่น หมูชุบเกล็ดขนมปังทอดสีเหลืองทองชิ้นโตคับจาน ทำให้กระเพาะที่หิวโหยจากการเดินทางท่องเที่ยวทั้งวันเต็มตื้นขึ้น หญิงเจ้าของร้านใจอารีเดินมาเมียงมองพร้อมกับป้อนคำถามด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของเธอว่าต้องการมะนาวเพิ่มเติมหรือไม่ พยักหน้ารับคำอย่างไม่รอช้าพร้อมกับนึกสรรหาเหตุผลตอบคำถามที่ตั้งไว้ว่าเหตุใดชาวยุโรปจึงไม่สันทัดในการรับประทานซอสจิ้มอย่าง katchop หรือจะเป็นซอสปรุงรสหลายชนิดที่หาได้ทั่วไปตามร้านเอเชีย ช่างน่าแปลกใจที่ความยากง่ายหรือความละเมียดละไมในวัฒนธรรมหนึ่งสามารถบ่งบอกได้จากการรับประทานอาหารเพียงจานเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากอิ่มเอมกับหมูชุบเกล็ดขนมปังทอดชิ้นโตเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวที่จะต้องผลักภาระของตุ่มชิมรสในลิ้นให้ไปทำงานในหมวดของหวาน ของหวานในตำราอาหารออสเตรียเป็น pie apple รสนุ่มสอดไส้แอปเปิ้ลต้มสุก โรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซซิ่งและหอมหวนด้วยกลิ่น cinnamon พร้อมทั้งตบท้ายด้วยกาแฟเวียนนาแก้วเล็กอย่างไม่กลัวจะมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ เดินทางกลับที่พักพร้อมท้องอิ่มและใจสุขสันต์ หัวถึงหมอนนอนหลับอย่างสุขารมณ์ เตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวในวันต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114461462211975385?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114461462211975385/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114461462211975385' title='7 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114461462211975385'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114461462211975385'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_09.html' title='อาหารเวียนนา'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114453566874831778</id><published>2006-04-08T23:54:00.000+02:00</published><updated>2006-04-09T00:37:54.450+02:00</updated><title type='text'>ปิกาสโซ่</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01757.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01757.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;น้อยคนที่จะรู้ว่าสามารถหางานของปิกาสโซ่ชมได้ที่ปารีส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พิพิธพันฑ์ปิกาสโซ่ในปารีสตั้งอยู่ที่เลขที่ 5 ถนน Thorigny (Place Thorigny) โดยสถานที่ดังกล่าวมีชื่อว่า Hôtel Salé&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติการทำพิพิธภัณฑ์นี้แอบน่าสงสารหน่อย เพราะจัดทำขึ้นเนื่องจากเจ้าพนักงานภาษีผู้หนึ่งได้รับบริจาคภาพวาดของจำนวนมากของปิกาสโซ่แทนการเสียภาษี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีเป็นศิลปินก็ดีเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิกาสโซ่โด่งดังจากการใช้เทคนิค cubism และการวาดภาพแนว abstract เดินไปดูไปก็แอบงงเพราะบางรูปดูไม่ออก แถมแอบโกรธเพราะห้ามถ่ายรูปอีกตะหาก สงสัยกัวรูปเจ็บตาจากแสงแฟลชหรืออาจจะกลัวรูปตื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางพิพิธภัณฑ์กำลังจัดนิทรรศการ picasso et dora maar สาวที่เป็นช่างภาพพอเทรทชื่อดังในสมัยนั้น แต่เนื่องจากเธอถ่ายรูปขาว-ดำเก่ง ภาพถ่ายของเธอจึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับปิกาสโซ่ในการวาดรูปขาวดำแบบเล่นแสงและเงา รูปในเซทดังกล่าวของปิกาศโซ่ถูกนำมาจัดแสดงได้ทั้งหมดสิบกว่าภาพจากการวาดรูปใหญ่เพียงภาพเดียว !! ไม่น่าเชื่อ แต่รูปขาวดำของปิกาสโซ่มีความมหัศจรรย์ตรงที่ว่า หากมีการกลับสีในภาพ กล่าวคือ กลับดำเป็นขาว หรือ กลับขาวเป็นดำ หรือกลับที่มีแสงเป็นไม่มีแสง กลับที่ไม่มีแสงเป็นมีแสง แล้วจะได้รูปย่อยๆออกมาอีกมากมายประมาณสิบกว่ารูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกได้ว่าความใกล้ชิดกับ dora maar บวกกับความเป็นอัจฉริยะของปิกาสโซ่ทำให้โลกศิลปะขับเคลื่อนได้อย่างน่าอัศจรรย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเซท ขาว-ดำ แล้ว ปิกาสโซ่ยังมีอีกเซทในการวาดรูป มิโนทอร์ สัตว์ประหลาดรุปร่างเหมือนวัวตามตำนานของเกาะครีต มิโนทอร์ของปิกาสโซ่คือสัญลักษณ์ของพลัง เพศชาย ตัณหาและแรงขับเคลื่อนทางเพศ แต่สาเหตุที่ปิกาสโซ่เลือกมิโนทอร์เป็นแรงบันดาลใจอาจจะเพียงเพราะว่าเขาคุ้นเคยกับกีฬาสู้วัวในประเทศบ้านเกิดอย่างเสปนก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิกาสโซ่มีแกลอรี่อยู่ในปารีสสามแห่ง คือ สองแห่งที่เขตสิบสี่ และหนึ่งแห่งที่เขตหก ปัจจุบันแกลอรี่เหล่านี้ยังมีอยู่และสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไปดูคราวหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ dora maar เธอมีที่พำนักอยู่ที่บ้านเลขที่ 29 rue d'astorg ซึ่งสถานที่ดังกล่าวได้ใช้เป็นแกลอรี่และสถานที่พบปะกับปิกาสโซ่ ต้องขอบคุณเธอมาก เพราะนอกจากเธอจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะแบบขาวดำให้กับอัจฉริยะอย่างปิกาสโซ่แล้ว เธอยังถ่ายรูปปิกาสโซ่ไว้มากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องน่าเศร้าคือ dora maar ควรจะเป็นตำนานของปิกาสโซ่มากกว่านี้ หากปิกาสโซ่จะไม่ไปหลงรัก jacqueline ในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นภรรยาคนสุดท้ายของปิกาสโซ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะว่าไป ปิกาสโซ่ก็ไม่ได้มีเพียงแค่สองสาวนี้ซักหน่อย แต่ยังมีอีกหลายคนที่ถูกนำมาเป็นแบบ เช่น มาเรีย เทเรส ที่ทีหน้ากลมเป็นพระจันทร์ (สำนวนปิกาสโซ่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้เมโทรสายเดิมๆ คือ สายหนึ่ง ลงที่สถานี st.paul และเสียค่าเข้าชม 9.50€ ซึ่งเป็นราคาที่แพงว่าพิพิพธภัณฑ์ดังอย่าง Louvre หรือ Musée d'Orsay&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากเกรงว่าจะลงเมโทรแล้วเดินไปดูงานของปิกาสโซ่อย่างเดียวแล้วจะไม่คุ้มละก็ ขอแนะนำให้ออกจากพิพิธภัณฑ์นี้แล้วมองหาถนนบีรัก (rue Biraque) ที่อยู่ในจตุรัส Vosges ให้เจอ เพราะนอกจากจตุรัสดังกล่าวจะเป็นจตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดในปารีสแล้ว บ้านเลขที่หกในถนนสายนั้นยังเป็นบ้านของนักเขียนชื่อดังอย่างวิกเตอร์ อูโก อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะได้ลงเมโทรหนเดียว แต่ได้เที่ยวสองที่ แต่เมือยขาหน่อยห้ามบ่นนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114453566874831778?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114453566874831778/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114453566874831778' title='4 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114453566874831778'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114453566874831778'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post_08.html' title='ปิกาสโซ่'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114436490314810930</id><published>2006-04-07T00:36:00.000+02:00</published><updated>2006-04-07T01:16:44.563+02:00</updated><title type='text'>จับคู่</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01738.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01738.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01765.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01765.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01709.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01709.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSCF3168.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSCF3168.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01279.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01279.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC00340.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC00340.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC00316.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC00316.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/Rotation%20of%20DSC00317.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/Rotation%20of%20DSC00317.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01053.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01053.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01095.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01095.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01724.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01724.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01760.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01760.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เชิญจับคู่ตามชอบใจ : พระราชวังแวร์ซายส์ / โบสถ์ notre dame /ร้านขาย fromage /&lt;br /&gt;สมาร์ทคาร์ /ไวน์มาโกร์ปี 1999 รสนุ่ม/ ร้านหลุยส์ วิตตอง/ รถแข่งของทีมเรโนล์ที่ชนะ formula 1 ปีนี้/ หอไอเฟล /ประตูชัย /opéra /ปิรามิดหัวกลับที่พิพิธภัณฑ์ลูฟท์/ อาหารกลางวันจากขนมปังบาแก๊ต..สิ่งที่หาง่ายที่สุดในฝรั่งเศส&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114436490314810930?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114436490314810930/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114436490314810930' title='1 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114436490314810930'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114436490314810930'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/04/blog-post.html' title='จับคู่'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114354153413474588</id><published>2006-03-28T10:39:00.000+02:00</published><updated>2006-03-28T13:43:51.583+02:00</updated><title type='text'>เรื่อง(จริง)ในจดหมาย</title><content type='html'>ถึง เธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีโอกาสเขียนจดหมายบอกเล่าเรื่องราวจากเมือง X ถึงเธออีกครั้ง&lt;br /&gt;หลังจากที่ฉันตัดสินใจในวันนั้นว่าจะเลิกติดต่อ และรับรู้เรื่องราวของเธอ&lt;br /&gt;รวมทั้งทำร้อยแปดพันเก้าวิธีในการระงับการติดต่อจากเธอ&lt;br /&gt;นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันให้คำตอบทุกคนที่ถามถึงเธอเพียงว่าฉันไม่ได้คุยกับเธอ หรือ เธอคงสบายดี&lt;br /&gt;ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วฉันมีสิทธิจะบอกเล่าเรื่องของเราให้คนอื่นรับฟังได้มากมาย&lt;br /&gt;เพราะเรื่องของเรามากมายเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 27 มีนาคม 2006&lt;br /&gt;ชั้นเดินทางกลับไปเมือง X อีกครั้งตามความฝันในตอนย่ำรุ่ง&lt;br /&gt;น่าแปลกใจเหลือเกินที่ฉันฝันเห็นเจ้าของบ้านเก่าของเรา&lt;br /&gt;เธอยังจำบ้านหลังนั้นได้ไหม&lt;br /&gt;บ้านเลขที่ 14 ถนน Y อย่างไรล่ะ&lt;br /&gt;บ้านตึกเก่ามีอายุเป็นร้อยปี&lt;br /&gt;บ้านที่สามารถเดินตัดทางสวนแล้วไปถึงโรงเรียนของเราได้ในสามนาที&lt;br /&gt;บ้านที่เธอเคยอยู่มาเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะย้ายออกไป&lt;br /&gt;บ้านที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ต่อในปีถัดไปหลังจากที่เธอออกจากเมืองไปแล้ว&lt;br /&gt;เราอยู่บ้านเดียวกันในเวลาไล่กันหนึ่งปี&lt;br /&gt;เราอยู่ห้องไล่กันหนึ่งห้อง&lt;br /&gt;การเดินทางของเราสองคนดูเหมือนจะไล่กันอยู่เสมอ&lt;br /&gt;บางคนบอกว่าความรักที่ไม่สมหวังเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกัน&lt;br /&gt;แต่สำหรับฉัน&lt;br /&gt;เรื่องราวของเราน่าจะเป็นเหมือนแสงแดดในช่วงต่อของฤดูมากกว่า&lt;br /&gt;แสงแดดที่เดินทางมาจากดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน&lt;br /&gt;แต่มีความสว่างและมีความร้อนแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู&lt;br /&gt;บางทีเรื่องราวของเราอาจจะเหมือนแสงแดดในช่วงต่อของฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วง&lt;br /&gt;สองฤดูที่แสงแดดไล่ต่อกัน&lt;br /&gt;ร้อนจัดจนหลอมละลาย&lt;br /&gt;มืดหม่นจนต้องลาจาก&lt;br /&gt;เรื่องราวของเราก็คงไม่ต่างกัน&lt;br /&gt;ร้อนจัด และ มืดหม่น&lt;br /&gt;จนกระทั่งถึงวันนี้&lt;br /&gt;ยามที่กล่องความทรงจำเปิดออก&lt;br /&gt;ฉันก็ได้สัมผัสความร้อนทึ่ซ่อนอยู่เสมอภายในกล่อง&lt;br /&gt;ก่อนที่จะสัมผัสถึงความเย็นยะเยือกอันมืดหม่นในยามปิดกล่องความทรงจำแล้วหันมาเผชิญหน้ากับความจริง&lt;br /&gt;ความอบอุ่นจากไปแล้ว&lt;br /&gt;เหลือเพียงความมืดหม่นตลอดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันกลับมาเมือง X อีกครั้งตามความฝันในยามย่ำรุ่ง&lt;br /&gt;เหมือนทุกอย่างเป็นใจ ฉันไปถึงสถานีรถไฟในยามที่รถไฟจะออกในอีกสองนาที&lt;br /&gt;สองนาทีที่ดูเหมือนจะทิ้งให้ฉันตัดสินใจว่าจะไปตามสัญชาติญานหรือไปตามเหตุผล&lt;br /&gt;อย่างที่เธอรู้จักฉันดี&lt;br /&gt;ฉันเลือกสัญชาติญานเสมอ&lt;br /&gt;ทันทีที่เท้าเหยียบพื้นปูพรมของรถไฟ&lt;br /&gt;ฉันก็รู้สึกได้ถึง"เหตุผล"ที่ทำให้ฉันลังเลในการขึ้นรถไฟขบวนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันไม่มีตั๋วโดยสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร&lt;br /&gt;เพราะเธอบอกฉันเสมอว่า&lt;br /&gt;เมื่อใดก็ถามที่แสดงความบริสุทธิ์ใจในประเทศแห่งนี้แล้วเราจะปลอดภัยเสมอ&lt;br /&gt;น่าตลก&lt;br /&gt;จนถึงป่านนี้แล้วคำพูดของเธอก็ยังก้องอยู่ในหัวฉันกระนั้นหรือ?&lt;br /&gt;อย่างนั้นก็แปลว่า&lt;br /&gt;ฉันยังเชื่อเธอเสมอมาไม่ว่าเวลาผ่านมานานเท่าใดงั้นสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันปัดความสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับเธอออก&lt;br /&gt;พยายามมองหานายตรวจตั๋ว&lt;br /&gt;และสื่อสารบอกว่าความจำนงในการซื้อตั๋วโดยสารของฉัน&lt;br /&gt;นายตรวจบอกฉันว่าให้นั่งรอเขาเดินกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่เธอรู้ว่าระยะเวลาจากเมืองของฉันไปเมือง X ใช้เวลาเพียง 30 นาที&lt;br /&gt;นายตรวจคนนั้นไม่ได้เดินกลับมา&lt;br /&gt;ฉันเดินลงสถานีเมือง X ด้วยความงุนงง&lt;br /&gt;ใครกันแน่ที่อยากให้ฉันเดินทางมาที่นี่&lt;br /&gt;เธอ ? ฉัน? หรือใคร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัญชาติญานบอกฉันว่าฉันต้องกลับไปที่บ้านหลังนั้น&lt;br /&gt;บ้านเลขที่ 14 ถนน Y&lt;br /&gt;สัญชาติญานบอกฉันว่าต้องมีอะไรอยู่ที่นั่น&lt;br /&gt;ฉันเดินลัดเลาะไปตามเส้นทาง&lt;br /&gt;เดินผ่านร้านอาหารที่เธอเคยชี้ให้ดู&lt;br /&gt;เดินผ่านร้านกาแฟตรงสี่แยกที่เราเคยมานั่งสนทนากัน&lt;br /&gt;ถ้าต้นไม้ริมทางจะพูดได้&lt;br /&gt;มันจะเล่าเรื่องของเราสองคนให้คนที่เดินผ่านไปมาฟังบ้างไหมนะ&lt;br /&gt;ทุกอย่างดูบอกเล่าเรื่องราวของเราไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันใช้เวลาสิบห้านาทีในการเดินไปถึงจุดหมาย&lt;br /&gt;สิบห้านาทีที่เธอเคยบอกว่าเป็นเวลาพอดีในการเดินไปสถานีรถไฟโดยไม่เหนื่อย&lt;br /&gt;ฉันพบว่าประตูบ้านหลังนั้นปิด&lt;br /&gt;แต่ฉันมั่นใจว่าเจ้าของบ้านที่รู้จักเราสองคนดีจะยินดีเปิดประตูให้ฉัน&lt;br /&gt;ฉันมั่นใจว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ที่นั่น&lt;br /&gt;ทำไมฉันมั่นใจขนาดนี้นะ&lt;br /&gt;เพราะเธอ ? ฉัน ? หรือ ใคร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันกดโทรศัพท์ตามหมายเลขที่ปิดไว้หน้าบ้าน&lt;br /&gt;ปลายสายอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง&lt;br /&gt;เธอรับโทรศัพท์ของฉันด้วยบทสนทนาทั่วไปตามมารยาทในประเทศนี้&lt;br /&gt;ฉันแนะนำตัวบอกว่าฉันคือใครและมาที่นี่เพราะความฝันในยามย่ำรุ่ง&lt;br /&gt;และขอพูดสายกับชายเจ้าของบ้านเก่าที่ฉันฝันถึง&lt;br /&gt;ปลายสายเงียบไปหนึ่งอึดใจ&lt;br /&gt;ฉันคาดหมายว่าจะได้ยินเสียงแสดงความดีใจจากหญิงคนนั้น&lt;br /&gt;แต่หลอ่นกลับตอบฉันกลับมาว่า&lt;br /&gt;ชายเจ้าของบ้านที่มาปรากฎตัวในฝันของฉันเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หล่อนมารับฉันด้วยรถยนต์สีฟ้า&lt;br /&gt;หน้าตาของหล่อนแสดงความยินดีอย่างเห็นได้ชัดที่พบฉัน&lt;br /&gt;แน่นอนที่กล่องความทรงจำของหล่อนเปิดออก&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับกล่องความทรงจำของฉันที่มีให้กับหล่อนและสามี&lt;br /&gt;สามี หล่อน และ ฉัน มีกิจกรรมพิเศษด้วยกันมากมายเกินกว่าที่จะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าของบ้านและผู้เช่าธรรมดา&lt;br /&gt;อาหารเย็น ดูจะเป็นเหมือนกิจกรรมปกติที่เรามักจะมีร่วมกันเสมอ&lt;br /&gt;ฉันยังจำได้ถึงวันที่หล่อนชี้ชวนให้ดูของขวัญที่เธอให้หล่อน&lt;br /&gt;ในวันที่เธอมาถึงเมืองนี้ในวันแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หล่อนถามไถ่เรื่องราวของฉันนับตั้งแต่ออกจากเมือง X&lt;br /&gt;และบอกว่าหล่อนไม่ได้อยู่ที่บ้านเลขที่ 14 ถนน Y อีกเลยนับแต่ฉันย้ายออกไป&lt;br /&gt;สาเหตุเพราะสามีของหล่อนขายกิจการไปแล้ว&lt;br /&gt;อีกประการหนึ่งก็คือสามีของหล่อนล้มป่วยลง&lt;br /&gt;เธอคงจำได้ว่าสามีของเธอจะต้องไปไหนโดยมีถังอ๊อกซิเจนเสมอ&lt;br /&gt;หล่อนเล่าว่าสามีของเธอมีปัญหาเรืองการหายใจมานานแสนนาน&lt;br /&gt;จนกระทั่งล้มป่วยลงในเดือนมกราคมปี 2005&lt;br /&gt;เดือนแรกของปีที่เธออยู่กับคนที่เธอเลือกและฉันอยู่กับภาระการเรียนที่ฉันต้องผ่านไปให้ได้&lt;br /&gt;หล่อนเล่าว่าสามีของหล่อนเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เสมอ&lt;br /&gt;จนกระทั่งอยู่ในสภาพโคม่าในเดือนพฤษภาคม 2005&lt;br /&gt;เดือนที่เธอกลับมาคุยกับฉันอีกครั้ง โดยบอกว่าจะไม่ทำให้ฉันร้องไห้แล้ว&lt;br /&gt;สามีของเธออยู่ในอาการโคม่าเป็นเวลาเดือนกว่า&lt;br /&gt;เดือนกว่าที่ทุกคนหมดหวัง เพราะสามีของหล่อนไม่รับรู้เรื่องราวอะไร&lt;br /&gt;หล่อนเล่าว่าหล่อนไปหาเขาทุกวัน&lt;br /&gt;พูดจากับเขา เขียนบันทึกหาเขา&lt;br /&gt;บอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่ตนประสบในแต่ละวันให้เขาฟัง&lt;br /&gt;ตัดหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีโปรแกรมกีฬาที่เขาชื่นชอบไปให้เขาดู&lt;br /&gt;คนรอบข้างมองการกระทำของเธอด้วยความไม่เข้าใจ&lt;br /&gt;จนกระทั่งวันหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หล่อนเล่าว่าหล่อนมองเห็นเปลือกตาของสามีขยับ&lt;br /&gt;แพทย์รีบรุดมาดูอาการและลงความเห็นว่าสามีของเธอมีสิทธิจะฟื้นขึ้นมา&lt;br /&gt;ฟื้นขึ้นมา?? แม้เพียงแค่ลืมตามองหล่อนก็เพียงพอแล้ว&lt;br /&gt;ทีมแพทย์ช่วยกันดูแลคนป่วยที่ฟื้นจากอาการโคม่า&lt;br /&gt;ตรวจสอบสภาพหัวใจ เลือด และสภาพทั่วไปของเขา&lt;br /&gt;น่าอัศจรรย์เขาฟื้นจากอาการโคม่ามาอยู่ในสภาพคนป่วยที่เพิ่งพื้นจากยาสลบ&lt;br /&gt;ปาฎิหาริย์ยังมีอยู่หรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพทย์ลงความเห็นว่าเขาสามารถกลับไปอยู่บ้านได้ตามปกติ&lt;br /&gt;ฉันคงไม่ต้องบรรยยายให้เธอฟังหรอกนะว่าหล่อนดีใจแค่ไหน&lt;br /&gt;ฉันคิดว่าเธอคงเข้าใจความรู้สึกของคนที่เผชิญหน้ากับเรื่องที่ตัวเองคิดว่าหมดหวังได้ดี&lt;br /&gt;คนที่ได้พบกับคนที่ตัวเองรักอีกครั้ง&lt;br /&gt;บางทีฉันอาจจะเข้าใจหล่อนมากขึ้นก็ได้หากเจอกับเธออีกสักหน&lt;br /&gt;ไม่หรอก..ฉันไม่กล้าพอ&lt;br /&gt;เพียงแค่ได้พบว่าเธอตัดซองจดหมายทางขวามือ&lt;br /&gt;หัวใจของฉันก็โลดแล่นไม่เป็นจังหวะแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หล่อนเล่าให้ฉันฟังว่า&lt;br /&gt;สามีของหล่อนใช้ชีวิตในสภาพปกติก่อนที่จะล้มป่วยอยู่สิบสี่วัน&lt;br /&gt;ก่อนที่จะจากไปโดยไม่มีวันกลับ&lt;br /&gt;ในวันนั้นหล่อนไปกินข้าวเย็นกับเขาตามปกติ&lt;br /&gt;และลาเขามาเพื่อมาดูแลแม่ของเธอในเมืองใกล้ๆ&lt;br /&gt;เพื่อปล่อยให้นางพยาบาลเข้ามาดูแลเขาแทน&lt;br /&gt;หล่อนเล่าว่าหล่อนบอกเล่าเขาผ่านทางปลายสายว่าหล่อนมาถึงที่หมายแล้ว&lt;br /&gt;เขาพูดกับเธอว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาจะอยู่กับหล่อนเสมอ&lt;br /&gt;เขาบอกรักหล่อนหลายหน&lt;br /&gt;หล่อนเองก็เช่นกัน&lt;br /&gt;หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง&lt;br /&gt;เวลาเดียวกับที่นางพยาบาลมาถึงบ้านของเขา&lt;br /&gt;เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากนางพยาบาลว่าเขาสิ้นใจแล้วอย่างสงบ&lt;br /&gt;บนที่นอนพร้อมกับรอยยิ้มละไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันขอให้หล่อนพาไปที่สุสานของเขา&lt;br /&gt;หล่อนบอกว่าหล่อนไม่ได้ทำสุสานให้เขา&lt;br /&gt;เพียงแต่เอาเถ้ากระดูกไปโปรยในแม่น้ำ A ที่ไหลผ่านเมือง X ของเรา&lt;br /&gt;ตรงสะพานเล็กในสวนสาธารณะะในอีกมุมเมือง&lt;br /&gt;ที่ที่หล่อนพบกับเขาเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;บางทีอาจจะไม่ใช่ฉันเพียงคนเดียวก็ได้ที่มีความทรงจำอันงดงามกับเมืองนี้&lt;br /&gt;ฉันเลือกดอกทิวลิปสีส้ม&lt;br /&gt;สีเดียวกับเสื้อไหมพรมของเขาที่มาปรากฎตัวในฝันของฉัน&lt;br /&gt;ฉันรู้ดีว่าเขาจะต้องชอบแน่ๆ&lt;br /&gt;เพราะอะไร? เธอ? ฉัน? หรือ ใคร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันกับหล่อนมองดูดอกไม้สองช่อลอยไปตามกระแสน้ำ&lt;br /&gt;บทสนทนาของเราหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า&lt;br /&gt;ปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่&lt;br /&gt;คนเราเกิดมาเพื่ออะไร&lt;br /&gt;คนเราตายแล้วไปไหน&lt;br /&gt;หล่อนบอกฉันว่า&lt;br /&gt;หล่อนไม่รู้หรอกว่าชีวิตหลังความตายคืออะไรและเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;แต่ที่แน่ๆหล่อนเชื่อว่าเขายังอยู่กับหล่อนเสมอ&lt;br /&gt;ฉันบอกว่า&lt;br /&gt;ฉันเชื่อว่าเขายังอยู่กับหล่อนเสมอ&lt;br /&gt;และเป็นเขานั่นแหละที่อยากให้ฉันมาที่เมือง X อีกครั้ง&lt;br /&gt;เป็นเขาที่อยากให้ฉันมาแบ่งปันเรื่องราวปาฏิหาริย์กับหล่อน&lt;br /&gt;เป็นเขาที่จะให้ฉันมาบอกหล่อนว่าเขายังอยู่กับหล่อนเสมอ&lt;br /&gt;เป็นเขาที่อยากให้ฉันเชื่อมั่นในสัญชาติญานของตัวเอง&lt;br /&gt;เป็นเขาที่อยากให้ฉันขึ้นรถไฟขบวนนั้น&lt;br /&gt;อาจจะเป็นเขาด้วยที่อยากให้ฉันเปิดกล่องความทรงจำที่มีต่อเธออีกครั้ง&lt;br /&gt;หลังจากที่ฉันปิดมันไปนานแสนนาน&lt;br /&gt;อาจจะเป็นเขาด้วยที่ทำให้ฉันเขียนจดหมายถึงเธออีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร&lt;br /&gt;บางทีอาจจะเป็นเพียงแค่การชี้นำให้ผู้หญิงสองคนที่มีกล่องความทรงจำกับคนที่ตนเองรักมาพบเจอกัน&lt;br /&gt;บางทีอาจจะเป็นเพียงแค่การชี้นำผู้หญิงสองคนที่ไม่เคยมีโอกาสพูดคุยกันมานานแสนนานมาพบเจอกันอีกครั้ง&lt;br /&gt;ในวันที่ 27 มีนาคม 2006 วันแห่งตัวเลข 27 ที่เขาชื่นชอบที่สุดก็เป็นได้&lt;br /&gt;หรือบางทีเขาอาจจะมาเพื่อบอกฉันเพียงว่า&lt;br /&gt;ถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะเปิดกล่องความทรงจำเสียที&lt;br /&gt;หลังจากที่เก็บมันมานานเกินไป&lt;br /&gt;บางทีเขาอาจจะมาเพื่อบอกฉันเพียงว่า&lt;br /&gt;ให้เชื่อในปาฏิหาริย์ สัญชาติญาน และหัวใจตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันออกมาจากเมือง X ตอนห้าโมงเย็น&lt;br /&gt;โดยไม่ลืมที่จะแลกที่อยู่กับหล่อน&lt;br /&gt;เราสัญญากันว่าจะส่งข่าวหากันไม่ว่าจะเป็นทางใด&lt;br /&gt;เราอาจจะนัดไปดูดนตรีคลาสสิค ไปดูบัลเล่ต์ ไปดูงานศิลปะของ Edgar Degars&lt;br /&gt;หรือจะเป็นเพียงการส่งโปสการ์ดหรือโทรศัพท์&lt;br /&gt;ไม่น่าเชื่อว่าเราชอบกิจกรรมต่างๆเหมือนกันมากมาย&lt;br /&gt;น่าเชื่อเหลือเกินว่าเพราะ "เขา" รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันซื้อโปสการ์ดกลับมาจากเมือง X&lt;br /&gt;กำลังลังเลว่าจะส่งหาเธอดีไหม&lt;br /&gt;ภาพในโปสการ์ดเป็นรูปโบสถ์ใกล้บ้านเก่าของเราสองคน&lt;br /&gt;โบสถ์ที่เธอและฉันเคยได้ฟังเสียงระฆังใบเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายฉันก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าจะส่งโปสการ์ดให้เธอดีไหม&lt;br /&gt;ด้วยเหตุผลง่ายๆก็คือ ฉันไม่แน่ใจว่าจะเขียนโปสการ์ดได้เต็มที่ว่างในซีกซ้ายของมันหรือเปล่า&lt;br /&gt;แต่หากถ้าข้อจำกัดของฉันมีเพียงว่า&lt;br /&gt;ไม่แน่ใจว่าจะเขียนโปสการ์ดได้เต็มที่ว่างในซีกซ้ายของมันแล้วละก็&lt;br /&gt;ฉันจะลองแก้ปัญหาดู&lt;br /&gt;โดยการส่งโปสการ์ดเปล่าไปหาเธอแทนก็แล้วกัน&lt;br /&gt;ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่า&lt;br /&gt;เมื่อฉันให้ลายเส้นปากกาลากไปตามที่อยู่ของเธอที่ฉันจำได้ขึ้นใจ&lt;br /&gt;ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอีกครั้งได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่าเธอคงสบายดีและมีความสุขกับชีวิตในฤดูใบไม้ผลินี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก ฉัน&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;แด่ Yves Darbeaud&lt;br /&gt;อดีตเจ้าของบ้านเลขที่ 14 ถนน Y แห่งเมือง X&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114354153413474588?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114354153413474588/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114354153413474588' title='20 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114354153413474588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114354153413474588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_28.html' title='เรื่อง(จริง)ในจดหมาย'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>20</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114343506114784490</id><published>2006-03-27T05:20:00.000+02:00</published><updated>2006-03-27T07:26:21.563+02:00</updated><title type='text'>เรื่อง(แต่ง)ในจดหมาย</title><content type='html'>ถึง เธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ตีห้าแล้วล่ะ ฉันสะดุ้งตื่นตกใจขึ้นมาเพราะความฝัน&lt;br /&gt;เป็นความฝันประหลาด เพราะฝันถึงเจ้าของบ้านเก่าที่เคยอยู่ที่เมือง X เมืองที่เราเจอกันเป็นครั้งแรก เมืองที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เมืองที่เต็มไปด้วยความทรงจำ&lt;br /&gt;ความฝันทำให้ฉันกล้าหาญทำอะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ&lt;br /&gt;ความกล้าหาญที่ว่าคือการหยิบกล่องใบหนึ่งลงมาจากชั้น&lt;br /&gt;กล่องใบนั้นเป็นกล่องเก็บจดหมายที่ชั้นเขียนถึงเธอ ฉันไม่เคยหยิบมันมาอ่านเลยตั้งแต่ได้มันกลับคืนมาจากเธอในวันเกิดเรื่องราววันนั้น&lt;br /&gt;เธอส่งมันกลับมาให้ตามคำขอในเดือนกันยายนปี 2004 ในซองสีน้ำตาลสองซองประกอบไปด้วยจดหมายรวมกันทั้งหมด 28 ฉบับ แต่นี่มิใช่ทั้งหมดที่ฉันเขียนให้เธอมิใช่หรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันไม่เคยกล้าอ่านมันซ้ำอีกเลย ฉันรู้ดีว่าฉันควรจะอ่านมันยามที่เรื่องราวคลายตัวแล้ว&lt;br /&gt;วันนี้เป็นวันที่ 27 มีนาคม 2006 เรื่องราวผ่านมาได้จะสามปีแล้วสิ&lt;br /&gt;แน่หรือที่เรื่องราวคลายตัวแล้ว?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันพบจดหมายฉบับแรกที่เขียนถึงเธอ ข้อความแลดู "เป็นฉัน" ดีจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.. 24 พฤศจิกายน 2003, นี่ก็เป็นจดหมายฉบับแรกที่ฉันส่งให้เธอนะ ที่ต้องใช้คำว่าส่งเพราะจริงๆเขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่กว่าจะได้ทีอยู่มา(ความผิดใครน้า) ก็ปรากฎว่าข้อความไม่ update ซะแล้ว เลยเขียนใหม่ดีกว่า วันนี้เป็นวันที่อากาศดีมากๆ นอนไม่หนาวเลย เขียนจดหมายเสร็จแล้วฉันก็คงจะไปนอนแล้วล่ะ แต่คืนนี้หวังว่าคงไม่ได้ฝันว่าไปกินมะตะบะโรตีกับเธออีกนะ เพราะเธอคงไม่ว่างมาปรากฎตัวในความฝันของฉันซ้ำๆหรอก..&lt;br /&gt;จดหมายฉบับนี้ทำให้ฉันรู้ว่าเธอไม่มีทางไปกินมะตะบะโรตีกับฉันได้ เพราะเธอไม่ชอบกินอาหารแขก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จดหมายฉบับที่สองของฉันห่างจากจดหมายวันแรกเพียงสี่วัน ฉบับนี้ฉันเขียนภาษาเกาหลีที่เพิ่งจะเริ่มเรียนจากเกาหลีไปด้วย จนบัดนี้ฉันก็ยังเขียนภาษาเกาหลีได้ จะต้องยกความดีให้เธอไหมนะ&lt;br /&gt;..ขอบคุณมากที่ส่งเมล์มาให้เมื่อวันก่อน แต่ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศของ you've got mail กับ you've got letter มันต่างกันนะ จดหมายมันดูตั้งใจกว่า ได้ลุ้นดี สนุกดี แต่ก็รู้ว่าเธอคงจะเรียนหนัก ไหนจะต้องเจียดเวลาไปคุยกับสาวๆอีกคงไม่มีเวลามาตอบจดหมายของฉันหรอก คิดได้ดังนั้นแล้วฉันจึง continu กับการรับเมล์จากเธอ และเขียนจดหมายของฉันไปตามประสา ฉบับนี้มีเรื่องมาเล่าว่านอกจากฉันกับเพื่อนทั้งสามคน ก็มีเพื่อนบ้านย้ายเข้ามาใหม่แล้วนะ เป็นผู้ชายชาวภูฐาน เค้ามาถึงที่นี่วันแรก น่าสงสารจัง ฉันเลยเอาโจ๊กซองไปให้เพราะมันเป็นเวลาเย็น ร้านปิดหมดแล้ว แต่วันนี้เรียนสนุกมากเลย ฉันรับบทเป็นทนายโจทก์ในการเล่นบทบาท mood court นี่แหละทำให้สนิทกับเพื่อนเกาหลีเลยไปเรียนภาษาเกาหลีมาเล่นกับเธอได้ไงล่ะ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันส่งจดหมายให้เธออาทิตย์ละสามครั้ง ในเวลาหนึ่งปีที่เรารู้จักกัน เธอคงจะมีจดหมายจากฉันเป็นจำนวน 48x3 = 144 ฉบับ ดูเป็นตัวเลขที่สูงเอาการสำหรับการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเขียนจดหมายถึงผู้ชายคนหนึ่ง&lt;br /&gt;จดหมายที่เขียนถึงเธอเหมือนสมุดบันทึกเรื่องราวในหนึ่งปีของฉัน&lt;br /&gt;หนึ่งปีที่ความทรงจำสดใสและงดงาม&lt;br /&gt;มันน่าแปลกที่ว่าเวลาฉันนึกถึงเธอมันจะเป็นช่วงหนึ่งปีในจดหมายเสมอ&lt;br /&gt;แต่หากเมือฉันขยับจะเขียนจดหมายบอกเล่าถึงเธออีกครั้ง ฉันกลับทำมันไม่เคยสำเร็จ&lt;br /&gt;กี่ครั้งกี่หนแล้วที่ฉันอยากให้ลายเส้นปากกาบอกเล่าเรืองราวกับเธออีกครั้ง แต่ก็ต้องขยุ้มกระดาษแผ่นนั้นทิ้ง&lt;br /&gt;กี่ครั้งกี่หนที่ฉันพยายามจะสื่อสารถึงเธอ โดยบอกตัวเองว่าการเขียนข้อความสั้นๆในโปสการ์ดอาจจะง่ายกว่า&lt;br /&gt;ฉันกลับไม่เคยเขียนข้อความสั้นๆในซีกซ้ายของโปสการ์ดจนจบได้ จนจะต้องนำโปสการ์ดแผ่นนั้นมาติดข้างฝา&lt;br /&gt;ไม่น่าแปลกใจเลยที่ฉันมีโปสการ์ดข้างฝามากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบรรดาจดหมายทั้งยี่สิบแปดฉบับ&lt;br /&gt;ฉันพบการ์ดเล็กๆและซองที่แนบไปกับของขวัญชิ้นแรกที่ฉันส่งให้เธอ&lt;br /&gt;..ฉันส่งอุปกรณ์กันหนาวและยาสมัญประจำบ้านมาให้เธอต่อสู้กับความหนาว ไม่เคยทำงี้กับใครเลยไม่รู้ว่าที่เลือกไปจะถูกใจเธอหรือเปล่า แต่ยังไงหวังว่าฉันจะชนะที่ความตั้งใจก็แล้วกันนะ..&lt;br /&gt;ในตอนที่ฉันส่งของขวัญชิ้นแรกให้เธอนั้น ฉันไม่คิดเลยว่าฉันจะส่งของขวัญแบบเดียวกันให้เธอได้อีกสองชิ้น&lt;br /&gt;ฉันให้เหตุผลในการกระทำของฉันว่า เป็นการฆ่าเวลาที่นั่งในรถไฟและเป็นตัวแทนในการท่องเที่ยว&lt;br /&gt;ของขวัญที่เธอได้อยู่เสมอคือผ้าพันคอ&lt;br /&gt;ภายหลังจากการส่งผืนแรก ฉันก็เริ่มถักผืนที่สองและผืนที่สามตามมา&lt;br /&gt;ตอนนี้เธอยังใช้ผ้าพันคอสามผืนในหน้าหนาวที่ผ่านมายู่หรือเปล่านะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จดหมายทั้งยี่สิบแปดฉบับบอกเล่าเรื่องราวของเธอ&lt;br /&gt;เรื่องราวที่ฉันไม่ได้สัมผัสในตัวเธอมานานแล้ว&lt;br /&gt;มันบอกฉันว่าเธอจะตัดจดหมายทางด้านขวาของซอง&lt;br /&gt;ต่างกับฉันที่จะตัดจากด้านซ้ายของซอง&lt;br /&gt;ฉันตื่นเต้นกับการค้นพบเล็กๆน้อยๆอันนั้น&lt;br /&gt;เพราะในความเป็นจริงฉันคงไม่กล้าหาญจะค้นพบเรื่องราวของเธออีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาฬิกาบอกเวลา 6h21 แล้ว วันใหม่เริ่มคลืบคลานเข้ามา&lt;br /&gt;ไม่รู้เธอปรับเวลาหน้าร้อนหรือยัง&lt;br /&gt;ฉันจำได้ว่าเธอเคยโทรมาบอกฉันให้ปรับเวลาหน้าร้อนในปี 2004 ในวันที่เราทะเลาะกัน&lt;br /&gt;เมื่อพูดคุยกันเรื่องปรับเวลาได้ เราก็เลยกลับมาคุยกันเหมือนเดิม&lt;br /&gt;ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเราจะไม่สามารถคุยกันได้อีกแล้ว&lt;br /&gt;แต่เราก็ไม่สามารถคุยกันได้แล้วจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเองก็คงต้องจบจดหมายฉบับนี้แล้วเหมือนกัน&lt;br /&gt;สุดท้ายฉันก็สามารถเขียนจดหมายฉบับหนึ่งจบลงไปได้&lt;br /&gt;อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวคลายตัวลงไปแล้ว&lt;br /&gt;หรืออาจจะเป็นเพราะฉันกล้าหาญพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล้าหาญ??&lt;br /&gt;ใช่..ฉันกล้าหาญในการเขียนจดหมายฉบับหนึ่งจนจบ&lt;br /&gt;กล้าหาญในการหยิบจดหมายที่เธอส่งกลับมาให้ตามคำขอทั้งยี่สิบแปดฉบับมาอ่านใหม่อีกครั้ง&lt;br /&gt;เรียงวันที่ตามหมึกสีดำที่ปั๊มหน้าซอง&lt;br /&gt;แต่ฉันคงไม่กล้าหาญเท่าไหร่นัก&lt;br /&gt;เพราะฉันไม่กล้าส่งจดหมายฉบับนี้หาเธอ&lt;br /&gt;ฉันเก็บจดหมายทั้งยี่สิบแปดฉบับลงซองสีน้ำตาลอย่างทะนุถนอม&lt;br /&gt;ระมัดระวังไม่ให้หยดน้ำตาทำให้หมึกสีน้ำเงินพล่าเลือน&lt;br /&gt;เพื่อว่าในวันไหนฉันจะกล้าหาญหยิบจดหมายทั้งยี่สิบแปดฉบับลงมาอ่านอีกครั้ง&lt;br /&gt;กล้าหาญพอที่จะเปิดกล่องความทรงจำของตัวเอง&lt;br /&gt;กล้าหาญพอที่จะยอมรับว่าฉันนึกถึงเธอเสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่าเธอคงสบายดีและมีความสุขดีในฤดูใบไม้ผลิที่มาถึง&lt;br /&gt;เธอจะหยิบหนังสือไปอ่านที่ร้านในวันที่แดดดีอีกหรือเปล่านะ&lt;br /&gt;เธอจะทำผัดถั่วงอกที่เธอชอบอีกไหม&lt;br /&gt;เธอทำแกงเขียวหวานได้อร่อยหรือยัง&lt;br /&gt;เธอจะหากาแฟมาชงเองที่บ้านที่เธอถูกใจได้หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันคงจบจดหมายฉบับนี้เพียงเท่านี้&lt;br /&gt;พระอาทิตย์ยามหน้าร้อนจะขึ้นเร็วกว่าปกติ ฉันมีภารกิจมากมายมากกว่าจะมาจมอยู่กับน้ำตาและจดหมายยี่สิบแปดฉบับ&lt;br /&gt;เรื่องของเราผ่านไปและและจบไปแล้ว&lt;br /&gt;ที่เหลือเอาไว้มีเพียงแต่ความทรงจำที่มีหลักฐานเป็นตัวอักษร&lt;br /&gt;และความทรงจำที่ติดในใจฉันในบางคราวที่ระลึกได้ถึงประโยคที่เราคุยกัน&lt;br /&gt;แต่ความทรงจำในใจก็เป็นความทรงจำที่เลือนลางเหลือเกิน&lt;br /&gt;เพราะฉันมีภารกิจมากมายและไม่มีเวลามากนักในการต่อเติมความทรงจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีฉันอาจจะต้องไปเมือง X อีกสักครั้ง&lt;br /&gt;ไปเดินผ่านตู้โทรศัพท์ตู้นั้นที่เราเจอกันครั้งแรก&lt;br /&gt;ไปนั่งจิบชาวนิลาที่ฉันเคยชอบและไม่กล้าหาญพอที่จะดื่มมันอีก&lt;br /&gt;ที่ร้านกาแฟน่ารักกลางเมืองแห่งนั้น&lt;br /&gt;ไปเดินรอบทะเลสาบ ในวันที่เราเพิ่งรู้จักกัน&lt;br /&gt;อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งต่างๆในเมือง X จะบอกเล่าอะไรได้มากเท่าจดหมายยี่สิบแปดฉบับในมือฉันได้หรือเปล่า&lt;br /&gt;หรือจริงๆแล้วฉันเองไม่ต้องอาศัยสิ่งใด&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นสิ่งต่างๆในเมือง X หรือจดหมายทั้งยี่สิบแปดฉบับที่เธอส่งมา หรือจะเป็นจดหมายฉบับที่ยี่สิบเก้าที่ฉันอาจจะร้องขอให้เธอส่งมา&lt;br /&gt;เพราะเรืองราวของเธอ&lt;br /&gt;ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของฉันเลย&lt;br /&gt;มีแต่เพียงความชัดเจนของเรื่องราวเท่านั้นที่พล่าเลือนไปบ้างตามกาลเวลา&lt;br /&gt;แต่เมื่อถึงเวลาที่กล่องแห่งความทรงจำเปิดออก&lt;br /&gt;เรื่องราวของเธอก็ชัดเจนเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่าเธอคงสบายดีและมีความสุขกับชีวิตนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก..ฉัน&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;แด่ทุกความรักที่กลายเป็นเพียงความทรงจำ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114343506114784490?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114343506114784490/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114343506114784490' title='10 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114343506114784490'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114343506114784490'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_27.html' title='เรื่อง(แต่ง)ในจดหมาย'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114338453987304779</id><published>2006-03-26T16:23:00.000+02:00</published><updated>2006-03-26T20:08:26.370+02:00</updated><title type='text'>ฝรั่งเศสบนเตา</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01625.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/DSC01625.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;raclette เป็นอาหารฝรั่งเศสที่ทำก็ง่าย ราคาก็ย่อมเยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความยากของ raclette อาจจะมีอยู่ตรงที่การลงทุนซื้อเตา raclette ซึ่งบริษัท tefal อันแสนฉลาด ก็จะทำเตาชนิดนี้ &lt;--- ออกมาโดยมีฟังก์ชั่นในการทำเครปด้วย ไม่ได้มีอะไรพิสดารตรงไหน แต่ว่าแค่ผสมแป้งแล้วนำไปทอดลงบนกะทะ แล้ว "กวาด" ให้เป็นแผ่นโดยใช้ไม้หน้าตาประหลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้เจ้าเตาที่ว่ายังสามารถนำมาทำเป็นเตาหมูย่างเกาหลี โดยเปลี่ยนจากเครื่อง raclette ทั้งหมดมาเป็นเครื่องหมูเกาหลีบ้านเรา น้ำจิ้มจะทำเองหรือจะซื้อก็ได้ มีขายถมเถไป แต่ลำบากเพราะต้องเตรียมเครื่องปรุงเยอะแยะ คือ พริกสด กระเทียม มะนาว ส่วนเนื้อที่นำมาย่างก็เลือกเอาตามชอบใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำคัญอยู่ที่การหมัก สูตรการหมักไม่ยากแค่การใช้ไข่แดง หมักกับเกลือ น้ำตาล พริกไทย แค่นี่ก็เรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ raclette เองนั้น วิธีทำง่ายกว่ามาก คือ เดินไปซุปเปอร์แล้วหยิบผลิตภัณฑ์ตระกูลไส้กรอกทั้งหมดมา ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน หรือ ซาลามี่ สารพัดที่เค้าจะทำมาขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกิน raclette ทำให้สังเกตอะไรได้อย่างหนึ่ง คือ เนื้อ bacon ที่คนไทยเรียกกัน พอมาอยู่ฝรั่งเศสมันกลับได้ชื่อว่า poitrine&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน bacon เองก็คือ bacon เป็นรูปทรงกลมๆ จากในรูปคือเนื้อทางขวามือที่เรียงเป็นชั้นๆ ซึ่ง bacon แบบนี้ เมืองไทยเรียก แฮม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน "แฮม" จริงๆ ของฝรั่งเศสมีความบางมากกว่า "เบคอน" มีชื่อว่า jambon อยู่ทางซ้ายมือของในรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับซาลามี่เอง ก็เป็นแผ่นกลมๆ เนื้อลายๆ ตามในรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกิน raclette ต้องมี fromage หรือ french chesse อันมีทั้งแบบที่ทำมากิน raclette โดยเฉพาะ อันจะมีข้อดีคือมีขอบของชีส พอเอาไปทำให้ละลายแล้วจะกรอบ อร่อยมาก แต่ถ้าเป็นคนชอบลอง ก็สามารถซื้อ fromage ที่มีขายแยกต่างหากมาลองก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะกิน raclette สูตรฟองดูร์ ก็ต้องหยิบ fromage สามสหาย คือ comté + bleuforte + emmentale มาใช้ เพราะทั้งสามอย่างเป็น "เครื่อง" ของฟองดูร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องของ raclette อีกประการหนึ่งคือ มันฝรั่ง เลือกมันฝรั่งหัวเล็กๆมาต้ม อย่าให้สุกมาก เพราะต่อไปจะต้องเอามาราด cheese ก่อนเอาเข้าปาก หากมันฝรั่งสุกมากจะไม่อร่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการกิน raclette คือการหยิบ "ช้อนปลูก" ด้ามส้มตามรูป มาใส่ fromage แล้วใส่ไปข้างล่างของเตา รอมันละลาย เพือเอามาราดกับผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ย่างอยู่ด้านบน หรือ มันฝรั่งต้มสุกที่ปอกเปลือกรอแล้วอยู่ในจาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;raclette เป็นอาหารหน้าหนาวที่ดี เพราะการนั่งหน้าเตาจะทำให้ลืมไปเลยว่าหนาว แถมยังง่ายสะดวกอีก เพราะแค่ซื้อไส้กรอกมาฉีกออกเป็นแพคๆ และต้มมันฝรั่ง ก็เป็นอันจบเรื่องไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นอาหาร "สิ้นคิด" ตอนไม่อยากทำกับข้าวและตอนชวนเพือนมากินข้าวบ้านได้ดีนักแล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มากินด้วยกันไหมจ๊ะ?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114338453987304779?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114338453987304779/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114338453987304779' title='2 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114338453987304779'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114338453987304779'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_26.html' title='ฝรั่งเศสบนเตา'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114307442437346433</id><published>2006-03-23T00:56:00.000+01:00</published><updated>2006-03-23T10:24:49.206+01:00</updated><title type='text'>เกร็ด (da vinci code)</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01048.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/DSC01048.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01047.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/DSC01047.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ในบทหนึ่งของการเดินทางตามหา holy griel หรือ l'évangile ของโรเบิร์ต แลงดอนและโซฟี เนเวอร์ คือการไขปริศนาของ "เส้นกุหลาบ" หรือ rose-line / rose-ligne ในภาษาฝรั่งเศส อันมีความเชื่อกันว่าเป็นเส้นลักษณะเป็นเส้นสีทอง ที่ลากผ่านปารีส อันถือเป็นเส้น เมริเดียนเส้นแรกของโลก ก่อนที่จะถูกอังกฤษปล้นไปโดยเรียกชื่อใหม่ว่า เส้นเวลากรีนนิช&lt;br /&gt;เส้นดังกล่าวตามที่บรรยายจะมีจุดลากจากเสาโอบิลิกซ์ต้นหนึ่ง&lt;br /&gt;การตามหาเส้นดังกล่าวโดยมีความเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายอยู่ที่คือ วิหารเซนต์ซุลปิส หรือ saint-sulpice วิหารที่ แดน บราวน์ อธิบายว่า เป็นวิหารที่ "แห้งแล้งและเยือกเย็น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องจริงก็คือ เสาโอบิลิกซ์ต้นดังกล่าว มีชื่อว่า Gnomon มีอยู่จริงตามรูปทางซ้ายมือ โดยมีชื่อเต็มว่า Le Gnomon Astronomique de l'Eglise Saint-Sulpice อยู่ที่โบสถ์ Saint-Sulpice&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางเดินไปทัศนาสามารถกระทำได้โดยการ "จับ" เมโทรสาย4 ที่มีชื่อว่า porte-orléan - porte de Clignacourt อันเป็นสายเดียวกับการจะนั่งไปสถานีรถไฟสายเหนือ gare du nord เพื่อจะไปเมืองเหนือ อย่าง Lille&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Gnomon ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการดาราศาตร์ โดยมาติดตั้งอยู่ในวิหารแห่งนี้ตั้งแต่ปี 1743 ปีที่หลายๆคนที่อ่านบล๊อกอันนี้อยู่อาจจะเป็นเด็กน้อย อาจจะแก่ อาจจะเป็นวัยรุ่น อาจจะมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างที่ผูกพันกันมา (ตามทฤษฎีตายแล้วไปไหน) บางทีสมัยนั้นเราอ่านจะมีการเขียนบล๊อกแลกกันมาตั้งแต่ตอนโน้นแล้วก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Gnomone ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อวัดการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก อันมีผลต่อเนื่องถึงเทคนิคการประดิษฐ์ปฎิทิน&lt;br /&gt;เส้น "เมริเดียน" ใน gnomone เอง ไม่ได้หมายความว่าเป็น เส้น "เมริเดียน" ของโลก แต่หมายถึง เส้นแวง หรือ เส้นที่ผ่ากลางเสาโอบิลิกซ์ต้นดังกล่าว อันพาดจากเหนือไปใต้ (ของเสา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเส้นดังกล่าวเอง ไม่เคยได้ถูกเรียกชื่อว่า rose-ligne / rose-line เลย ดังนั้น เส้นดังกล่าวก็เลยไม่เคยเป็นเส้นเวลาที่ถูกเมืองกรีนนิชปล้นไป ไม่ใช่เส้นที่เป็นเส้นแรกในการกำหนด longitude แถมยังจึงไม่ใช่เส้นกำหนดเวลาสากลอีกตะหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Gnomon มีประโยชน์จริงๆในการวัดองศาของแสงอาทิตย์ คล้ายๆนาฬิกาทราย โดยจะทำงานร่วมกับผนังฝั่งตรงข้ามในการบอกความเที่ยงตรงของรังสีของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเปลี่ยนฤดูที่พระอาทิตย์จะเดินทางเร็วขึ้นหรือช้าลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝรั่งเศสใช้ Gnomone ในการตำนวณการทำปฎิทินในสมัยศตวรรษที่ 16 ในการทำปฎิทินตามคำบัญชาของพระสันตปาปา Grégoire ที่ 13 ทำให้ปฎิทินแบบดังกล่าวมีชื่อว่า un calandier grégorien ซึ่งเป็นปฎิทินที่ยอมรับเทศกาล easter หรือ pâques ในระบบวันสำคัญทางศาสนาของฝรั่งเศส โดยการกำหนดวัน pâques ดังกล่าวจะถือเอาวันที่พระจันทร์เต็มดวงในจุดราตรีเสมอภาค คือ วันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน หรือ l'équinoxe ในฤดูใบไม้ผลิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอดีตการบอกเวลาจาก Gnomone จะกระทำโดยการตีระฆังให้ดังลั่นทั่วปารีส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเขียน da vinci code เล่มนี้มีการวิจารณ์อย่างมากมายถึงความสมควรและความไม่สมควรในบางประเด็น&lt;br /&gt;นักศาสนาเชื่อว่า งานชิ้นนี้เป้นการแหกตาเห็นๆ เพราะข้อมูลแปลกพิลึกพิลั่นและอยู่บนพื้นฐานของสมมติฐานมากเกินไป จริงๆอยากมาเล่าให้ฟังว่าเค้าวิจารณ์ว่าอะไร แต่ก็เกรงว่าจะไป"โดน" คนที่ยังไม่อ่าน เดี๋ยวจะไม่สนุกเอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยเอา "เกร็ด" เรื่องนี้มาฝากแทนแล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือซะว่าเป็นการนำเที่ยวปารีสด้วยประการหนึ่งโดยมิได้ค่านายหน้าแต่อย่างใดก็แล้วกันนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114307442437346433?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114307442437346433/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114307442437346433' title='4 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114307442437346433'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114307442437346433'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/da-vinci-code.html' title='เกร็ด (da vinci code)'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114297580310777429</id><published>2006-03-21T22:09:00.000+01:00</published><updated>2006-03-21T22:31:03.043+01:00</updated><title type='text'>ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSCF3261.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSCF3261.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114297580310777429?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114297580310777429/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114297580310777429' title='0 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114297580310777429'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114297580310777429'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_21.html' title='ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114284278337082876</id><published>2006-03-20T09:05:00.000+01:00</published><updated>2006-03-20T09:19:43.646+01:00</updated><title type='text'>สะดือปารีส</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01064.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/DSC01064.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/200/DSC01065.jpg" border="0" /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เหยียบซะจะได้มาเที่ยวปารีสอีก &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114284278337082876?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114284278337082876/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114284278337082876' title='5 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114284278337082876'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114284278337082876'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_20.html' title='สะดือปารีส'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114260316693749697</id><published>2006-03-17T14:41:00.000+01:00</published><updated>2006-03-17T14:46:07.740+01:00</updated><title type='text'>หน้าต่าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/DSC01086.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/DSC01086.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;เคยเข้าใจมาตลอดว่ากระจกสเตนกลาสในโบสถ์คือกระจกธรรมดา&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เพิ่งรู้ว่ามันคือหน้าต่างตอนไปเยี่ยมโบสถ์ notre dame ที่ปารีส&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เลยถ่ายรูปมาซะเลย&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114260316693749697?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114260316693749697/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114260316693749697' title='3 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114260316693749697'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114260316693749697'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_17.html' title='หน้าต่าง'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114252895065335732</id><published>2006-03-16T17:22:00.000+01:00</published><updated>2006-03-16T18:14:44.080+01:00</updated><title type='text'>ใบไม้ผลิ</title><content type='html'>การสับเปลี่ยนฤดูใหม่ทำให้ดีใจเหลือเกิน&lt;br /&gt;นอกเหนือไปจากความสดใสในการทอดสายตามองสิ่งรอบตัวที่กำลังผลิดอกออกใบ ยังรวมความไปถึงความสดใสจากอากาศที่แสนดี คือ แดดร้อนจากพระอาทิตย์ดวงโต และ ลมแรงๆ ทำให้ไม่ร้อนมากจนเกินไปนัก&lt;br /&gt;หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ยังมีความหนาวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากพอที่จะต้องมาทำให้กังวลกับใบเสร็จค่าไฟที่จะต้องจ่าย&lt;br /&gt;ความคึกคักของฤดูใบไม้ผลิสามารถวัดได้จากกิจกรรมต่างๆในเมืองที่เปลี่ยนไป&lt;br /&gt;มีกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น มีการแสดงหรือมีโชว์อะไรดีๆให้ดูมากขึ้น&lt;br /&gt;"การแสดง" ที่ว่าเริ่มจากเรื่องเล็กๆ คือ โอเปร่า ออเคสตร้า ละครเวที ซึ่งทั้งหมดนี้มีการเปลี่ยนสถานที่แสดง&lt;br /&gt;จากเดิมที่ออเคสตร้าจะแสดงในฮอลล์ใหญ่ ก็เปลี่ยนไปแสดงที่โบสถ์&lt;br /&gt;โอเปร่าก็เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;หากอากาศอุ่นขึ้น การแสดงสดแบบนี้จะพบได้ทั่วไปง่ายดายในสวน&lt;br /&gt;กิจกรรมอื่นๆก็มีอยู่ทั่วไปตามเมืองเล็กเมืองน้อยรอบๆ เช่น เทศกาลการ์ตูน เทศกาลชอกโกแลตที่จะถูกใจผู้เด็กผู้ใหญ่และทำให้ฝันอยากจะโชคดีแบบเด็กชายชาร์ลี ในหนังสือของโรอัล ดาห์ล เทศกาลรถซึ่งน่ารักมาก เพราะมีหลายแบบ ทั้งฮาร์เล่ย์ รถเก่า รถใหม่ นัดแนะรวมตัวกัน&lt;br /&gt;ทั้งยังรวมถึงนิทรรศการพิเศษตามพิพิธภัณฑ์&lt;br /&gt;อัมสเตอร์ดัมส์จัดงานภาพเขียนของแรมแบรนด์ ในขณะที่ลูฟท์ก็ไม่น้อยหน้า&lt;br /&gt;ใบไม้ผลิเป็นเวลาเหมาะสมในการเรียกเงินการเข้าชมสวนทิวลิปที่ kukenhof ประเทศเนเธอร์แลนด์&lt;br /&gt;สำหรับเรื่องอาหารการกินเอง&lt;br /&gt;ก็พบว่ามีตัวเลือกด้านผักๆมาให้เลือกมากมายขึ้น ผักใบกรอบๆออกมามากมาย&lt;br /&gt;บางทีเวลาที่ใบไม้ผลิอาจจะเป็นเวลาเกิดของทุกอย่างก็ได้&lt;br /&gt;การเฝ้ามองใบไม้ผลิจึงเป็นเรื่องน่ารื่มรมย์ประการหนึ่ง&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;การเดินทางออกจากบ้านย่านกลางเมืองในเมืองเล็กๆแห่งนี้ใช้วิธีเดินและขึ้นรถบัส&lt;br /&gt;เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า การเดินดีกว่าการขึ้นรถ เพราะการเดินนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว การเดินช้าลง ทำให้สังเกตได้มากขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสรับรู้มากขึ้น&lt;br /&gt;ไม่เคยเถียง&lt;br /&gt;เหตุผลในการใช้บริการรถบัสจึงมีเพียงการเดินทางออกนอกเมือง การถือของหนัก และการเกรงจะไปช้าในเวลาที่ฉิวเฉียดเท่านั้น&lt;br /&gt;ไม่คิดเลยเหมือนกันว่าหนึ่งในสามเหตุผลในการเลือกใช้บริการรถบัสจะทำให้เห็นความรื่มรมย์ของใบไม้ผลิ&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ผู้หญิงผมสั้นเสื้อสีแดงคนนั้นน่าจะอยู่แถวๆนี้&lt;br /&gt;เพราะเคยเห็นกันมาหลายหนที่ป้ายรถเมล์ทั้งสองป้าย เธอแต่งตัวเหมือนเดิมคือ เสื้อโคตสีแดงกับกางเกงยีนส์สีดำ สวมแว่นตาดำ&lt;br /&gt;เราเจอกันบ่อย ถามทางกันมาก็หลายครั้ง พาไปส่งตามทางก็หลายครั้ง&lt;br /&gt;ในวันที่ฝนตกเราก็เคยข้ามถนนด้วยกัน ภายใต้ร่มคันเดียวกัน&lt;br /&gt;วันนี้เราเจอกันบนรถบัส เธอยืนคุยกับคนขับ &lt;br /&gt;คนขับกล่าวคำสวัสดีทักทายคนวิ่งกระหืดกระหอบมาเพราะกลัวตกรถ&lt;br /&gt;คนวิ่งตอบคำขับด้วยเสียงสั่นๆและสำเนียงไทยโดยใช้ภาษาที่ไม่คุ้นเคย&lt;br /&gt;ผู้หญิงเสื้อแดงตะแคงหูฟังแล้วบอกกับคนขับด้วยหน้าตายิ้มแย้มว่า&lt;br /&gt;เคยเจอคนวิ่งคนนี้มาแล้ว เราเคยข้ามถนนด้วยกันในวันฝนตก&lt;br /&gt;คนวิ่งเลยจับแขนผู้หญิงเสื้อแดงชวนไปนั่งด้วยกัน&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;เคยมีคนบอกว่า ธรรมชาติไม่เคยเอาเปรียบใคร&lt;br /&gt;คนหน้าตาดี นิสัยไม่ดี คนเก่งก็หน้าตาไม่ดี คนครอบครัวไม่ดีมักจะมีรักแท้ หรืออะไรก็แล้วแต่&lt;br /&gt;ในกรณีนี้ธรรมชาติไมได้ให้ความสามารถทางการมองเห็นแต่กลับให้ประสาทสัมผัสที่ดีมากทางหูมาให้&lt;br /&gt;คิดไปว่าอาจจะเพราะ accent ต่างชาติด้วยที่ทำให้จำกันง่ายขึ้น&lt;br /&gt;หรืออาจจะเป็นเสียง และลีลาการพูด&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ดีใจที่จำกันได้&lt;br /&gt;เรานั่งคุยกันถามกันว่าจะลงกันตรงไหน&lt;br /&gt;ทราบว่าเราสามารถนั่งเป็นเพื่อนร่วมทางกันได้ประมาณสิบห้านาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุยอะไรดี?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิงเสื้อแดงที่เคยโดนพาข้ามถนนบอกว่าตอนนี้ใกล้จะฤดูใบไม้ผลิแล้วใช่ไหม&lt;br /&gt;ฝนจะไม่ตกแล้ว จะไม่ลำบากในการเดินข้ามถนนอีกแล้ว เพราะถ้าฝนตกจะลื่น เวลาลื่นก็เดินลำบาก&lt;br /&gt;เธอเล่าว่าในเมืองนี้มีคนมีน้ำใจมากมาย&lt;br /&gt;เธอต้องถามคนอื่นๆเสมอว่าเดินไปทางไหน รถสายอะไรกำลังมา และเวลาเท่าไหร่&lt;br /&gt;เธอบอกว่าเปลือกตาสัมผัสความร้อนของแสงตะวันได้ดี จมูกได้กลิ่มลมในฤดูใบไม้ผลิ&lt;br /&gt;เธอบอกว่าเธออยากเห็นความสวยงามของฤดูใบไม้ผลิเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนนั่งข้างๆชักเดือดร้อนว่าจะทำยังไง&lt;br /&gt;เลยบอกเล่าไปถึงบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิ&lt;br /&gt;บอกเล่าถึงร้านดอกไม้ที่มีดอกไม้สีสันจัดจ้านในฤดูใบไม้ผลิ&lt;br /&gt;ทิวลิปสีแดง สีดำ สีเหลืองแดง และดอกไม้อื่นๆ&lt;br /&gt;ต้นไม้ที่กำลังออกตุ่มใบในสวน&lt;br /&gt;เด็กๆที่กำลังวิ่งเล่นอย่างร่าเริง&lt;br /&gt;แดดร้อนที่ทำให้คนใส่เสื้อผ้าชิ้นบางลงจากหน้าหนาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฤดูใบไม้ผลิมีอะไรให้บอกเล่ามากมายขนาดนี้เชียวหรือ?&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;สิบห้านาทีผ่านไป&lt;br /&gt;ผู้หญิงเสื้อแดงถูกประคองให้ไปยืนกับคนขับอีกครั้งตามคำขอ&lt;br /&gt;เพราะเธอจะลงในอีกสองป้าย และรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่อยืนกับคนขับ&lt;br /&gt;เธอขอบคุณหลายครั้งสำหรับนิทานเรื่องจริงเรื่องใบไม้ผลิ&lt;br /&gt;คนประคองเดินลงจากรถ&lt;br /&gt;ก่อนลงไม่วายจะเหลียวไปมอง&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;สิบสองเดือนในปฎิทินถูกหารสี่ให้เป้นสี่ฤดู&lt;br /&gt;แต่ละฤดูกินเวลาสามเดือน&lt;br /&gt;สำหรับฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มที่ปลายเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;ก่อนที่จะเข้าหน้าร้อนอันเต็มไปด้วยเปลวแดด&lt;br /&gt;แต่บางทีฤดูใบไม้ผลิก็อยู่ยาวนานกว่านั้น&lt;br /&gt;และผลิดอกออกผลจนเต็มหัวใจ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114252895065335732?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114252895065335732/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114252895065335732' title='0 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114252895065335732'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114252895065335732'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_114252895065335732.html' title='ใบไม้ผลิ'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114252079206158693</id><published>2006-03-16T15:52:00.000+01:00</published><updated>2006-03-16T15:53:12.446+01:00</updated><title type='text'>เพลง : คนที่คิดถึง</title><content type='html'>รู้ไหม ทุกครั้งที่ฉันนั้นมีเรื่องหนักหัวใจ&lt;br /&gt;เรื่องที่ไม่สามารถจะไปปรึกษาใคร ฉันจะคิดถึงใครก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และรู้ไหม ไม่ว่าฉันนั้นจะมีความสุขเท่าไร&lt;br /&gt;ไม่ว่าชีวิตฉันจะไปอยู่จุดไหน ฉันจะคิดถึงใครก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนๆเดียวที่ฉันจะรออยู่ เฝ้ารอด้วยใจเว้าวอน&lt;br /&gt;ก็คือเธอคนเดียว และจะมีเพียงคนเดียวแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*ที่ฉันจะรัก ที่จะคิดถึง ที่จะยังคงซึ่งความเข้าใจ&lt;br /&gt;และยกให้เธอได้เป็นที่หนึ่ง ทุกๆอย่าง&lt;br /&gt;อยากให้เธอรู้ ไม่ว่าเมื่อไร &lt;br /&gt;ไม่ว่าเรานั้นต้องไกลแสนไกล แต่ว่าในหัวใจใกล้กันอยู่&lt;br /&gt;จึงขอมอบเพลงนี้เพื่อให้เธอรับรู้ ฉันจะรอเธอเป็นคู่&lt;br /&gt;และจะเฝ้ารออยู่ชั่วชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ จากนี้เราจะต้องอยู่ห่างแสนไกล&lt;br /&gt;และยังไม่รู้จะเจอกันอีกเมื่อไร แต่ฉันจะคิดถึงเธอก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอคนเดียวที่ฉันจะรออยู่ เฝ้ารอด้วยใจเว้าวอน&lt;br /&gt;ก็คือเธอคนเดียว ที่จะมีเพียงคนเดียวแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(*)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอ้เธอที่ฉันรัก ที่จะคิดถึง ที่จะยังคงซึ่งความเข้าใจ&lt;br /&gt;และยกให้เธอได้เป็นที่หนึ่ง ทุกๆอย่าง&lt;br /&gt;อยากให้เธอรู้ ไม่ว่าเมื่อไร &lt;br /&gt;ไม่ว่าเรานั้นต้องไกลแสนไกล แต่ในหัวใจใกล้กันอยู่&lt;br /&gt;จึงขอมอบเพลงนี้เพื่อให้เธอรับรู้ ฉันจะรอเธอเป็นคู่&lt;br /&gt;และจะเฝ้ารออยู่ตลอดชีวิต &lt;br /&gt;ตลอดชีวิต&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114252079206158693?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=3764' title='เพลง : คนที่คิดถึง'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114252079206158693/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114252079206158693' title='0 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114252079206158693'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114252079206158693'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_16.html' title='เพลง : คนที่คิดถึง'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114238235941759003</id><published>2006-03-15T01:24:00.000+01:00</published><updated>2006-03-30T14:56:03.163+02:00</updated><title type='text'>เพลง : นิดนึงพอ</title><content type='html'>เอาเพลงโปรดมาลงให้ฟังกัน&lt;br /&gt;เพลงนี้เป็นเพลงที่เล่นเสมอในวงต่างๆตามร้านอาหารทั่วไป เหมือนเป็นใบเลิกทางการเป็นนักร้องยังไงไม่รู้&lt;br /&gt;ใครจะรู้บ้างว่าต้นตำรับเพลงนี้คือ พี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์&lt;br /&gt;จะมาบอกนิดนึงด้วยว่าบล๊อกเกอร์จะไม่อยู่อาทิตย์นึงหรือมากกว่า ขึ้นกับอากาศและเงินทอง&lt;br /&gt;ที่หายไปนี่ จะไปตามหาแรงบันดาลใจ ตามหาหัวใจ ตามหาความรัก ตามหามิตรภาพ ตามหาเงินทอง ตามหาอาหารอร่อย ตามหาส้มตำ ตามหาเหรียญยูโรหายาก ฯลฯ&lt;br /&gt;และจะไปปฎิบัติภารกิจลับให้ปิ่น ปรเมศวร์ อีกประการหนึ่ง&lt;br /&gt;มีอะไรก็ฝากไว้ในคอมเมนต์ได้&lt;br /&gt;สำหรับบุคลบางท่านให้รอรับโปสการ์ดด้วยจ๊ะ&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;เพลง : นิดนึงพอ&lt;br /&gt;ฉันค้นคว้าหาคำตอบ เท่าไหร่ไม่เจอ&lt;br /&gt;เพราะอะไร เหตุใดถึงไม่ลืมเธอสีกที&lt;br /&gt;หรือต้องรอให้เธอบอก ฉันเป็นส่วนเกิน&lt;br /&gt;ที่บังเอิญผ่านมา แล้วให้เธอกับเขาวุ่นวาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอจะร้ายเพียงใด อดทนไว้เข้าใจโดยดี&lt;br /&gt;เคืองไม่มี ยังภักดี โดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากแสดงให้เธอ รู้ซึ้งถึงความจริงจังจริงใจ&lt;br /&gt;ด้วยยังหวังซักวัน ฟ้ารู้ถึงคำรำพันของฉันเมื่อไหร่&lt;br /&gt;สะกิดใจ บอกเธอให้ช่วยพิจารณา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันไม่เคยคิดแข็งข้อ หรือบังอาจขอ&lt;br /&gt;เพราะยังเจียม และเตรียมหัวใจว่าคงส่วนเกิน&lt;br /&gt;คบฉันไว้เหมือนเป็นเพื่อน ช่วยเตือนเภทภัย&lt;br /&gt;ทุกข์เมื่อไหร่ปลอบใจ ร้องไห้คราใดจะคอยเช็ดน้ำตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรารถนาเวียนวน ตามประสาของคนเคยเคียง&lt;br /&gt;จึงร้องเรียนเวียนแวะวน ทนแม้จะถูกหยาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะพยายามให้เธอ เว้นที่ภายในดวงใจของเธอ&lt;br /&gt;ให้กับฉัน ได้ยืน รกร้างเยือกเย็นเดียวดายเจียนตายไม่หวั่น&lt;br /&gt;จะทำใจ แบ่งใจให้ฉันนิดนึงพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะพยายามให้เธอ เว้นที่ภายในดวงใจของเธอ&lt;br /&gt;ให้กับฉัน ได้ยืน รกร้างเยือกเย็นเดียวดายเจียนตายไม่หวั่น&lt;br /&gt;จะทำใจ แบ่งใจให้ฉันนิดนึงพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้ฉันนิดนึงพอ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114238235941759003?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=1090' title='เพลง : นิดนึงพอ'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114238235941759003/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114238235941759003' title='0 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114238235941759003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114238235941759003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_114238235941759003.html' title='เพลง : นิดนึงพอ'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114238171989151649</id><published>2006-03-15T01:13:00.000+01:00</published><updated>2006-03-15T01:15:20.010+01:00</updated><title type='text'>เพลง : องศาที่ต่างกัน</title><content type='html'>อัลบั้ม: อัศวินม้าไม้&lt;br /&gt;ศิลปิน : เดอะ มัสต์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางเวลาไม่เคยจะคิด ว่าชีวิตนี้จะพบกับเธอ&lt;br /&gt;เป็นสิ่งดีๆ ที่ได้มาเจอกับความหมาย&lt;br /&gt;คนๆ นึง ได้พาชีวิตให้ข้ามเวลาที่หามานาน&lt;br /&gt;และนั่นคือเธอ คือความต้องการของหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างกันเพียงองศาที่เราอยู่ อาจจะดูว่าเราห่างกัน&lt;br /&gt;แต่ว่าคนบนฟ้าก็พาให้เรามาเจอกัน&lt;br /&gt;และทำให้ฉัน...ได้พบกับวันสวยงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากขอบคุณ...ที่โลกสร้างเธอขึ้นมา&lt;br /&gt;ให้ฉันได้พบเวลา...ที่สดใส&lt;br /&gt;หากความจริง...ถึงเธอจะอยู่แสนไกล&lt;br /&gt;ก็ยังจะคอยส่งใจ...ไปหาเธอ ไปหาเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างกันเพียงองศาที่เราอยู่ อาจจะดูว่าเราห่างกัน&lt;br /&gt;แต่ว่าคนบนฟ้าก็พาให้เรามาเจอกัน&lt;br /&gt;และทำให้ฉัน...ได้พบกับวันสวยงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากขอบคุณ...ที่โลกสร้างเธอขึ้นมา&lt;br /&gt;ให้ฉันได้พบเวลา...ที่สดใส&lt;br /&gt;หากความจริง...ถึงเธอจะอยู่แสนไกล&lt;br /&gt;ก็ยังจะคอยส่งใจ...ไปหาเธอ ไปหาเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากขอบคุณ...ที่โลกสร้างเธอขึ้นมา&lt;br /&gt;ให้ฉันได้พบเวลา...ที่สดใส&lt;br /&gt;หากความจริง...ถึงเธอจะอยู่แสนไกล&lt;br /&gt;ก็ยังจะคอยส่งใจ...ไปหาเธอ ไปหาเธอ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114238171989151649?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=4021' title='เพลง : องศาที่ต่างกัน'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114238171989151649/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114238171989151649' title='0 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114238171989151649'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114238171989151649'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_114238171989151649.html' title='เพลง : องศาที่ต่างกัน'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114233307856675811</id><published>2006-03-14T11:41:00.000+01:00</published><updated>2006-03-14T11:49:22.190+01:00</updated><title type='text'>เพลง : รักเก่าเก่า</title><content type='html'>ศิลปิน: Soul After Six&lt;br /&gt;อัลบั้ม: Mellow Moods&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้วก็ไม่มีทางที่เรา จะเข้าใจกันได้เลย&lt;br /&gt;มันช่างโหดร้าย กับความรักที่ไม่สดใส&lt;br /&gt;ที่เราเคยร่วมทุกข์ และเราเรียกสิ่งนั้นความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ฉันและเธอยังเคยมีใจ จะรักจริงใจทุกอย่าง&lt;br /&gt;จะเข้าใจกัน แต่ความรักก็พลันอ้างว้าง&lt;br /&gt;เมื่อทุกอย่างสลาย แยกกันไปจะเหลือก็เพียงความหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักเก่าๆ หนทางใหม่ๆ จะเลือกอย่างไหน เธอก็คงรู้เอง&lt;br /&gt;หน้าเก่าๆ แล้วยังคิดร้าย ทำร้ายหัวใจ เก็บไว้ทำไมเล่าเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเธอเพียงถามใจตัวเธอเองดีๆ ว่าต้องการกันหรือเปล่า&lt;br /&gt;เมื่อไม่มีใคร และคราวนี้คงมีแต่เรา&lt;br /&gt;ที่จะตอบสิ่งนั้น เลือกทางเดินเส้นไหนให้กับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักเก่าๆ หนทางใหม่ๆ จะเลือกอย่างไหน เธอก็คงรู้เอง&lt;br /&gt;หน้าเก่าๆ แล้วยังคิดร้าย ทำร้ายหัวใจ เก็บไว้ทำไมเล่าเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเธอเพียงถามใจตัวเธอเองดีๆ ว่าต้องการกันหรือเปล่า&lt;br /&gt;เมื่อไม่มีใคร และคราวนี้คงมีแต่เรา&lt;br /&gt;ที่จะตอบสิ่งนั้น เลือกทางเดินเส้นไหนให้กับตัวเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114233307856675811?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=2827' title='เพลง : รักเก่าเก่า'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114233307856675811/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114233307856675811' title='6 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114233307856675811'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114233307856675811'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_14.html' title='เพลง : รักเก่าเก่า'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114216952513019032</id><published>2006-03-12T14:18:00.000+01:00</published><updated>2006-03-12T14:30:17.156+01:00</updated><title type='text'>เพลง : อยากได้ยินเสียงเธอ</title><content type='html'>....กดตรงจุดสีสามจุดเพื่อรับฟังเพลงจ้ะ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศิลปิน : อัญชลี จงคดีกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังจำได้ไหมว่านานเท่าไหร่ นับจากวันนั้น &lt;br /&gt;และจำได้ไหมว่านานเท่าไหร่ ที่เราไม่พบกัน &lt;br /&gt;กี่ปีมาแล้วที่ความรู้สึก แม้แค่ช่วงสั้นๆ &lt;br /&gt;คอยเติมความสำคัญให้หัวใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอสบายดี แค่ไหนยังไง &lt;br /&gt;เธอยังเป็นคนเดิมคนนั้น เหมือนฉันหรือไม่ &lt;br /&gt;เธอทำอะไร ชีวิตเธอเป็นยังไง &lt;br /&gt;ได้ทำตามความตั้งใจบ้างหรือยัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากได้ยินเสียงเธอ อยากได้ฟังเสียงเธอ &lt;br /&gt;ดีใจที่ได้เจอกับเธอจริงๆ อีกครั้ง &lt;br /&gt;อยากบอกว่าคิดถึงเธอ ช่วงที่เราห่างกัน &lt;br /&gt;อยากให้รู้ว่าฉันนั้นยังไม่เคยเปลี่ยน &lt;br /&gt;หัวใจยังมีเธอเสมอมา...เสมอมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่ตัวฉันนั้นจะเริ่มต้นเรื่องราวของฉัน &lt;br /&gt;ก่อนเวลานั้นฉันขอมองเธอให้เต็ม เต็มสายตา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอบกอดให้คุ้มค่าความรู้สึก ที่เราไม่ได้พบหน้า &lt;br /&gt;ให้สมกับช่วงเวลาที่หายไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอสบายดี แค่ไหนยังไง &lt;br /&gt;เธอยังฟังเพลงเดิม เพลงนั้นของฉันหรือไม่ &lt;br /&gt;เธอทำอะไร ชีวิตเธอเป็นยังไง &lt;br /&gt;ได้ทำตามความตั้งใจบ้างหรือยัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากได้ยินเสียงเธอ อยากได้ฟังเสียงเธอ &lt;br /&gt;ดีใจที่ได้เจอกับเธอจริงๆ อีกครั้ง &lt;br /&gt;อยากบอกว่าคิดถึงเธอ ช่วงที่เราห่างกัน &lt;br /&gt;อยากให้รู้ว่าฉันนั้นยังไม่เคยเปลี่ยน &lt;br /&gt;หัวใจยังมีเธอเสมอมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าเวลาไหนยังไง จะห่างไกลก็แค่เพียงตา &lt;br /&gt;ใจยังมีให้เธอไม่เคยเหนื่อยล้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากได้ยินเสียงเธอ อยากได้ฟังเสียงเธอ &lt;br /&gt;ดีใจที่ได้เจอกับเธอจริงๆ อีกครั้ง &lt;br /&gt;อยากบอกว่าคิดถึงเธอ ช่วงที่เราห่างกัน &lt;br /&gt;อยากให้รู้ว่าฉันนั้นยังไม่เคยเปลี่ยน &lt;br /&gt;หัวใจยังคง... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากได้ยินเสียงเธอ อยากได้ฟังเสียงเธอ &lt;br /&gt;ดีใจที่ได้เจอกับเธอจริงๆ อีกครั้ง &lt;br /&gt;อยากบอกว่าคิดถึงเธอ ช่วงที่เราห่างกัน &lt;br /&gt;อยากให้รู้ว่าฉันนั้นยังไม่เคยเปลี่ยน &lt;br /&gt;หัวใจยังมีเธอเสมอมา&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;"ยังมีเธอเสมอมา"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114216952513019032?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=3988' title='เพลง : อยากได้ยินเสียงเธอ'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114216952513019032/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114216952513019032' title='4 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114216952513019032'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114216952513019032'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_12.html' title='เพลง : อยากได้ยินเสียงเธอ'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114211657941355828</id><published>2006-03-11T23:34:00.000+01:00</published><updated>2006-03-11T23:57:11.853+01:00</updated><title type='text'>เพลง : เจ้าชายนิทรา</title><content type='html'>....กดตรงจุดสีสามจุด เพื่อรับฟังเพลงจ้ะ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศิลปิน ETC&lt;br /&gt;เพลง เจ้าชายนิทรา&lt;br /&gt;อัลบั้ม ETC&lt;br /&gt;สังกัด Baitong Records&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอะไร.. ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด&lt;br /&gt;เฝ้าคอยแต่คิดถึงใคร.. คิดถึงคนที่ทิ้งกันไป&lt;br /&gt;ถึงแม้เวลา ล่วงเลยผ่านมาสักเท่าไหร่&lt;br /&gt;แต่แล้วทำไมฉันยังตัดใจไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่อยครั้งที่ฉันยังคงรู้สึก ลึกๆ ลงไปข้างในหัวใจ&lt;br /&gt;ว่าเธอยังคงอยู่เคียงข้างกาย&lt;br /&gt;สุดท้ายสัมผัสนี้มีเพียงแค่ในฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* ปล่อยให้ฉันนอนหลับตาก็ยังดีกว่ารู้ว่าเธอไม่รักกัน&lt;br /&gt;ได้โกหกตัวเองอยู่ในความฝันที่ฉันไม่ต้องการตื่น&lt;br /&gt;จะยอมเป็นเจ้าชายนิทรา แล้วใช้เวลาที่ยังมีทั้งคืน&lt;br /&gt;ข่มตานอนหลับฝันไม่ยอมตื่นให้รักเรายั่งยืนอยู่ในฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากย้อนเวลาให้เรากลับมาเริ่มต้นใหม่&lt;br /&gt;แต่ถึงยังไงก็คงเปลี่ยนใจเธอไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่อยครั้งที่ฉันยังคงรู้สึก ลึกๆ ลงไปข้างในหัวใจ&lt;br /&gt;ว่าเธอยังคงอยู่เคียงข้างกาย&lt;br /&gt;สุดท้ายสัมผัสนี้มีเพียงแค่ในฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(*)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลับเป็นดั่งเจ้าชายนิทรา&lt;br /&gt;สมมุติเอาเองว่าเรายังรักกัน&lt;br /&gt;หยุดเวลาเอาไว้ชั่วนิรันดร์ อย่าให้ฉันได้ตื่นเลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114211657941355828?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.doo-dd.com/music/play.php?id=1052' title='เพลง : เจ้าชายนิทรา'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114211657941355828/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114211657941355828' title='3 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114211657941355828'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114211657941355828'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_11.html' title='เพลง : เจ้าชายนิทรา'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114195464646997088</id><published>2006-03-10T02:22:00.000+01:00</published><updated>2006-03-10T02:37:27.023+01:00</updated><title type='text'>สงสัย - หนูจะขึ้นคานไหมคะ?</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/Rotation%20of%20DSC00753.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/Rotation%20of%20DSC00753.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114195464646997088?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114195464646997088/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114195464646997088' title='5 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114195464646997088'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114195464646997088'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_10.html' title='สงสัย - หนูจะขึ้นคานไหมคะ?'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114172514358505560</id><published>2006-03-07T09:44:00.000+01:00</published><updated>2006-03-07T10:52:27.270+01:00</updated><title type='text'>อ่อนใจ</title><content type='html'>บนความรื่นรมย์ ก็ยังมีความอ่อนใจแอบซ่อนอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจหนึ่ง : ทำไมเอมเอสเอนถีงไม่มีฟังก์ชั่นการหลบอื่น นอกจากการลบและ bloque นะ มันก็มีบางคนไม่ใช่เหรอที่เราอยากพูดด้วยเป็นบางวัน แต่บางวันก็ไม่อยากพูดด้วย จะบล๊อกมันก็จะหายไปเลย เดี๋ยวรู้อีก แต่จะพูดด้วยก็ไม่พร้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจสอง : ทำไมปริญญาเอกมันเรียนยากจังวะ ตอนนี้นักเรียนไทยในฝรั่งเศสฮิตขอ équivalence กัน แปลว่าการเรียนปริญญาเอกโดยไม่ต้องเรียน coursework หรือที่เรียกว่า DEA (ก.พ.เทียบให้เป็น post-master) เพราะคนมักเข้าใจว่า การอ่านหนังสืออยู่กับบ้านแล้วทำงาน พิมพ์ๆ เขียนๆ หรือตัดแปะ มันสบายกว่าเข้าชั้นเรียน ทำรายงาน ไปอ่านให้เพื่อนฟัง สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า ไม่เห็นจะรู้สึกอย่างนั้นเลย เรียนด๊อกเตอร์เต็มขั้นยากกว่าอีก ต้องมามะงุมมะงาหราเอกสารเอาเอง คลำไปคลำมา คลำถูกก็ดี คลำไม่ถูกก็คลำต่อไป ถ้าเวลาเกินจากทีทุนให้ก็ต้องออกเงินเอง เดี๋ยวนี้ทุนก็ต่อยาก หนำซ้ำต้องบังคับตัวเองทุกวันไม่ให้ขี้เกียจ ต้องทำงานอย่างสม่ำเสมออีก พอเจอครู ครูก็แสนดีไม่เคยว่าซักคำ ขอกลับบ้านสามเดือนก็ให้กลับ แถมยังชวนไปเที่ยว oxford ที่ครูไปสอนอีก ยิ่งครูดีเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความละอาย กัวทำไม่ได้ดีเท่าที่ครูดีกะเรา&lt;br /&gt;เครียดเว้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจสาม : ทำไมก่อนจะรับสินค้ามาขาย เค้าไม่รู้จักจะตรวจสอบให้ดีนะ เราไปซื้อเตาฟองดูร์เล็กมา หมายใจว่าจะทำฟองดูร์ชอกโกแลตกิน ปรากฎเอาออกมาดู(มันใส่กล่องไว้ ซีนปากอย่างดี) กระเบื้องที่เค้าหล่อไว้ มันมีรอยขรุขระ ไม่สวยงามสมกับเป็นของของ habitat เลย ต้องเอาไปเปลี่ยนอีกละ ใบเส็จก็ขยำไปแล้ว ต้องไปรื้อออกมาใหม่ เดินไปเปลี่ยนอีก เซ็งจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจสี่ : วีซ่าไปอังกฤษขึ้นราคา น่าเบื่อสุดๆ แต่ก่อน 50€ เอง เดี๋ยวนี้ปาเข้าไปตั้ง 78€ แต่เรื่องนี้ไม่อ่อนใจเท่าไหร่ เพราะมันเปิดให้ขอทางเนตได้ เลยไม่ต้องถ่อไปถึงเมืองหลวง ยิ่งขอแบบ visit เลยไม่น่าโดนเด้งกลับมา เลยว่าจะขอทางเนตดีก่า เงินเก็บเอาไว้ทำอย่างอื่น นี่ไม่ใช่ว่าเพื่อนรักอยู่แถวนั้นและจะพาไปสก๊อตแลนด์นะ คงไม่ไปแล้ว ขี้เกียจแลกเงินด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจห้า : ช่วงนี้ซีดานไปไหนไม่รู้ ไม่มาเตะบอลเลย ไม่มาออกทีวีด้วย ชอบดูบอลเพราะนอกจากจะสนุกแล้ว การดูบอลที่ไรทำให้รู้สึกดีกะแขกขาวมากขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็มีแขกขาวจำนวนหนึ่งทำประโยชน์และน่ากรี๊ดบ้าง  ไม่งั้นมีแต่พวกมาขอตังค์ ขาย gebab ทำเสียงดังบนรถเมล์ แถมชอบมาพูด "หนีฮ่าว" กะเราอีก เบื่อจริง มีรายนึงชอบไปยืนที่ร้านเกบับที่เราเดินผ่าน เรามาทีไร ก็หนีฮ่าวทุกที ไว้พูด "สวัสดี" ก่อนแล้วจะคุยด้วย แขกขาวนี่น่าเบื่อมาก ดีๆก็พอมีเช่น ลุงเจ้าของร้านอาหารมารอก (ภาษาอังกฤษเรียกอะไร?? โมรอกโค??) ที่ตึกเรา เป็นคนดีมีกิริยา ถามไถ่ทุกข์สุขเราเสมอ นอกนั้นเราไม่เห็นอยากเสวนากะแขกขาวเลย ขนาดซื้อของทาง E-bay อยากได้แค่ไหน แต่คนขายเป็นแขกขาว ก็ไม่เอาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจหก : ลูกหนี้ของเราต้องคิดว่าเราเป็นเจ้าหนี้หน้าเลือดแน่ จริงๆเราไม่ได้ทวงเงินเค้านะ เค้าติดต่อเรามาเองตลอด แต่ว่าที่เราเบื่อเค้ามาก คือเค้าชอบมีเหตุผลต่างๆนานาในการบอกว่าจะคืนเงินช้าเพราะเอาเงินไปทำโน่นทำนี่ จะไปทำอะไรก็ทำไป ไม่เห็นต้องมาบอกเราเลยอ่ะ พอมาบอกแล้วก็ไม่รู้มาบอกเรื่องจริงรึป่าว แล้วเราก็คาดว่าไม่ใช่เรื่องจริงหรอก  ประเด็นคือ เราไม่เข้าใจลูกหนี้ว่าจะมาบอกไรเรามากมายทำไม(วะ) ก็บอกแค่ว่ายังให้ไม่ได้ ก็พอแล้ว เราเองก็ไม่ได้ไปทวงนะ เค้าติดต่อเรามาเอง แปลกดี ได้เงินมาก็ดี มีเงินดีกว่าไม่มีเงินอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เราก็รอต่อไป ไว้อยากได้ทันทีเมื่อไหร่จะไปทวง ลูกหนี้คงลืมไปว่า หลักของการกู้ยืมเงินมีว่า หนี้ที่ไม่มีกำหนดชำระ ต้องส่งคืนเมื่อทวงถาม เรื่องเรากะลูกหนี้น่ะไม่เท่าไหร่ แต่เกรงใจเพื่อนลูกหนี้น่ะสิ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเล้ยย ตอนยืมก็ไม่ได้มาเป็นพยาน ตอนใช้เงินก็ไม่ได้ใช้กะเค้าด้วย แล้วต้องกลายมาเป็นผู้ส่งสาร ดีไม่ดีคิดว่าเราหน้าเลือดอีก ลูกหนี้นี่ไร้สาระจริง&lt;br /&gt;เราก็พลอยบ้าไปกะลูกหนี้ เอามาลงบล๊อกอีก เวรกรรม ส่งเมล์ไปหาลูหนี้แล้วก็กลัวลูกหนี้ไม่ได้ เมล์บ๊อกซ์นี่ของฟรี อย่าไปไว้ใจอะไรมันมาก&lt;br /&gt;เออ ลืมบอกไป ตอนเด็กๆเราเคยอ่านหนังสือนิทานธรรม เค้าบอกว่า ใครติดหนี้ใคร ชาติหน้าจะเกิดเป็นวัวของเจ้าหนี้แหละ เราก็เลยมาคิดขำๆว่า ถ้าลูกหนี้เรามาเป้นวัวของเรา เราจะเอาวัวไปทำไรดี เอิ๊กๆ วัว วัว วัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจเจ็ด : อินเตอร์เนตมันเหมือนดาบสองคมนะ เรื่องทุกโลกในโลกตอบปัญหาได้ทุกปัญหาด้วยคำว่า ทางสายกลาง เนตมีประโยชน์ แต่ไปหลงกับมันมากท่าจะมีโทษมากกว่า เราว่าโลกนี้สวยงาม มีอะไรให้ดูอีกมากมาย ตอนนี้แถวนี้อากาศดีเพราะจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ เดินไปตามสวนจะเห็นไม้บางพันธุ์กะลังแตกยอดออกหน่อ เป็นตุ่มๆ ออกมา น่ารักดี เราว่าการกำเนิดชีวิตใหม่เป้นอะไรที่น่าอัศจรรย์ วันก่อนดูหนังเรื่องนกเพนกวินหัวใจจักรพรรดิ์ แล้วพบว่าการกำเนิดชีวิตนี่ช่างดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือพืช การเฝ้ามองดูพัฒนาการเป็นเรื่องที่นุ่มละมุ่นและอ่อนโยนมาก เราเลยไม่เข้าใจพวกเอาเนตเป็นอีกโลกแล้วไปยึดมั่นถือมั่นกะมันจริงๆ ให้ตายเถอะโรบิ้น วันก่อนเราเครียดๆเลยไปเล่นเวบหาคู่เพื่อความคลายเครียดตามคำแนะนำของพี่คนนึงที่เล่นเวบนี้แล้วได้แต่งงานไปแล้ว (โย่) เพราะจะนอนก็นอนไม่หลับ เลยไปหาเรื่องไร้สาระทำดีก่า จนป่านนี้ เรายังได้รับเมล์ของพวกผู้ชายที่ส่งมาทางเวบกลางที่เราเข้าไปอยู่เลย มันจะยึดมันถือมั่นอะไรกันนักวะ เพี้ยนจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจแปด : ประเทศฝรั่งเศสมันจะไม่ผลิตแสตมป์มาใช้งานแล้วหรือไงฟะ เราไปทีไรมันก็ให้ marienne คือหน้าผู้หญิงแบบคลาสสิคๆ มาทุกที ไม่แจ๋วเลย ขาดเสน่ห์ในการส่งของทางไปรษณีย์ไปมากโข นี่กะลังจะส่งโปสการ์ดให้เพื่อนรัก ไปเลือกอยู่ตั้งนาน พอจะไปส่งก็คิดเรื่องแสตมป์ขึ้นมาได้ เบื่อจริง เพื่อนรัก..ถ้าเพื่อนรักได้โปสการ์ดแสตมป์ไม่สวยก็โปรดเข้าใจเจตนาดีของเราที่ไม่ประสบผลสำเร็จนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจเก้า : ตั้งแต่เราเป็นคนหัวหยิกนี่ ชีวิตก็เปลี่ยนไป จากที่เคยต้องนอนระวังๆ เพราะกลัวผมกระดก ก็ไม่ต้องทำแล้ว นอนไปได้เลยสบายๆ สระผมก็ไม่ต้องเป่าให้แห้ง เพราะหัวหยิกเป่ามากก็ไม่ได้ เดี๋ยวเกลียวแตก  เวลาสระก็เกาหัวแกรกๆๆ ไม่ได้ ต้องต่อยๆเกาๆนวดๆ แบบแสนจะมีคลาส พอสระเสร็จก็เช็ดหัวขยี้ๆไม่ได้อีก เดี๋ยวเกลียวแตก ต้องซับน้ำเอาแบบนุ่มละมุน พอเช็ดน้ำหมดแล้วก็เป่าหน่อยนึง ถึงมาใส่มูส แล้วเป่าอีกที แต่นะ..เราก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกที่ชอบชวนเราออกไปกินข้าวดูหนัง ชอบมานัดเราวันที่หัวหยิกเรามันไม่เป็นเกลียวๆสวยๆวะ แถมมานัดวันที่ฝนตก หรือ หิมะตกอีก หัวหยิกนี่จะ sensitive กับน้ำ เพราะมันจะทำให้มูสไม่เกาะ หัวจะแฟ่บ จริงๆเราก็ไม่อยากบอกปฎิเสธไปหรอกนะว่า เราไม่อยากออกไปเพราะกัวผมเสียทรง แต่นะ..เห็นทีต้องบอกไปละ หัวหยิกที่แฟ่บมันดูโทรมสุดๆ ยังกะป้าขายไก่ทอด ไม่เอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจสิบ : เจ้าเด็กน้อยที่มันย้ายมาอยู่ห้องเบอร์สี่บนหัวเรานี่ เราอยากตัดขามันมากเลย เพราะมันวิ่งเก่งมาก ครึ่กๆๆๆๆ ตอลดวัน จะอ่านหนังสือก็ไม่ได้ อ่านๆกะลังสมาธิดีๆ ก็ครึ่กๆๆๆๆ  เบื่อจริง อีกอย่างที่อยากทำคือเอาสก๊อตเทปไปปิดปาก ร้องได้ทุกว้าน ทุกวัน วันก่อนเจ้าของบ้านมาเยี่ยมเรา แกก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง แกก็มาถามเราว่าเรารำคาญไหม เพราะตอนที่ทำสัญญายัยเจ๊แม่เด็กไม่ได้บอกเจ้าของบ้านก่อน (จริงๆ ต้องบอกก่อน ตามมารยาท และการพิจารณาเช่าบ้าน) เราก็บอกเจ้าของบ้านไปว่ายังโอเคอยู่ นี่เราก็ให้ probation แม่และเด็กสองอาทิตย์ (นี่เข้าไปสามวันเอง) ถ้าทำดีเราจะไม่บ่นกับเจ้าของบ้าน แต่ถ้าทำไม่ดีเราจะไปบอกเจ้าของบ้าน แต่คิดไปคิดมา ก็ว่าจะต่อ probation ให้เค้าหน่อย คิดไปก็น่าสงสาร เกิดโดนไล่ออกจากบ้าน ต้องไปหาบ้านเช่า ไม่เห็นหนุกเลย ขนของก็เหนื่อยอีก เราไม่อยากทำไรใคร เดี๋ยวกรรมตามทำ หาบ้านยาก คิดแล้วก็ต่อ probation ให้เค้าหน่อยดีกว่า เป็นเดือนนึงละกันนะเจ้าหนู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจสิบเอ็ด : ทำไมคนในโลกนี้ต้องมาสนิทกับเราหรือคิดถึงเรามากตอนจะมาเที่ยวปารีสด้วยวะ ถ้าเป็นเพื่อนดีๆกัน แบบคบกันมานานนม เคยไปนอนบ้าน หรือ มีกิจกรรมหอยหลอดๆ ด้วยกันมา..ก็โอเค หรือคุยกันบ่อยๆเข้าข่าย update กันเสมอเราก็ยินดีต้อนรับ แต่นี่เป็นแค่คนที่เคยรู้จักแล้วเดินสวนกันที่ top supermarket ตอนเรากลับเมืองไทย หรือไปเดินสยามแล้วเจ๊อะกัน แล้วเค้าขอ e-mail เราไว้แค่นั้นอ่ะ แล้วก็เก่งมากเลยนะ ตามหาเบอร์เราจนได้มาด้วย แล้วโทรมาบอกว่าอยากเจ๊ออยากเจอเรา เราไม่เห็นจะอยากเจอเค้าเลย แปลกจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจสิบสอง : คุณบุรุษไปรษณีย์ที่มาส่งของให้เราหน้าตาหล่อมาก เป็นฝรั่งเศสแท้ผมทอง ตัวสูง กรี๊ดสุดๆ แต่เราไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเค้าต้องมาส่งของตอนที่เราทำอะไรหน้ามันๆ อยู่ด้วย เช่น ทำกับข้าว กะลังจัดบ้าน กะลังดูดฝุ่น หรือเพิ่งตื่น ก็พี่แกมาประมาณสิบโมงครึ่งถึงเที่ยงครึ่ง อันเป็นเวลาที่เราผู้นอนตีสี่ จะลุกขึ้นมาตอนสิบโมงอ่ะ เราก็ยังไม่ทำไร คุณบุรุษฯคงแอบนินทาเราว่าเราแต่งตัวเห่ยรึป่าวนะ แต่เค้าหล่อจริงนะ เราชอบเค้าจัง วันหลังเราส่งของให้ตัวเองดีกว่า เค้าจะได้มาหาเราอีก แล้วใจดีด้วย วันนี้มีของส่งมาสามลังจากเมืองไทย พี่แกยกมาให้เราถึงบนห้อง น่ารักจริงๆ ชักอยากมีแฟนเป็นฝรั่งเศสละ วันก่อนก็เพิ่งไปตกหลุมรักนักกีฬารักบี้ เบอร์ 14 ของทีมเมืองเรา ที่เล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสมา หล่อจริง ชอบๆ แม่ก็ไม่ว่าอะไร แม่บอกว่าอยากมีหลานเป็นลูกครึ่ง หน้าตาน่ารักดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่อนใจสิบสาม : แดดมันออกๆหุบๆ เราแต่งตัวไม่ถูกเลย จะหนาวก็หนาวเราจะได้หยิบเสื้อถูก จะร้อนก็ร้อน เราจะได้หยิบสายเดี่ยวมาใส่ เบื่อจริง แล้วพอแดดร้อนแต่แต่งตัวโครตหนาว คนก็จะมองแปลกๆ หรือในทางกลับกัน ถ้าหนาวแต่ใส่เสื้อยืดบางๆก็จะต้องมาตอบคำถามว่า ไม่หนาวเหรอ อากาศนี้ช่วยมั่นคงนิดนึงนะ...please&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆมีอีกหลายอ่อนใจ มาเขียนต่อวันหลังดีก่า ใกล้เวลาแอบเรียนละ ต้องไปแอบเรียนก่อน ไปฝึกภาษากับการจด lecture ดีก่า&lt;br /&gt;พบกันใหม่ทุกท่าน  อย่าอ่อนใจกับความรื่มรมย์ของเรานะ  เอิ๊ก เอิ๊ก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114172514358505560?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114172514358505560/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114172514358505560' title='8 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114172514358505560'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114172514358505560'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_07.html' title='อ่อนใจ'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114159438153813446</id><published>2006-03-05T21:52:00.000+01:00</published><updated>2006-03-05T22:33:02.436+01:00</updated><title type='text'>คำอธิบาย</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/mim7.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/mim7.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;มีคนชอบสงสัยว่านักเรียนนอกทำอะไรบ้าง&lt;br /&gt;เมื่อภาพๆหนึ่งสามารถอธิบายได้มากมาย&lt;br /&gt;เลยเอาภาพมาให้ดูว่ากิจกรรมหลักคืออะไร&lt;br /&gt;ในภาพเป็นการตระเตรียมแป้ง crêpe สำหรับมิ้อกลางวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีสูตรมาบอกกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แป้ง 250 g + ไข่ 5 ฟอง + เกลือ 3 g + น้ำตาล 20 g + นมสด 75 cl. + เนย 25 g&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สูตรต่างๆสามารถลดลงได้ตามจำนวนคนกิน  ที่ให้ไปเป็นสูตรสำหรับสี่คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าใส่แป้งน้อย เครปจะออกมาบาง ทำเครปหวานอร่อย&lt;br /&gt;ถ้าใส่แป้งเยอะเครปจะออกมาหนา ทำเครปคาวอร่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผสม : แป้ง เกลือ น้ำตาล ไข่ นมครึ่งนึง ตีให้เข้ากัน แล้วใส่นมที่เหลือ&lt;br /&gt;จะให้เนื้อละเอียดก็เอาไปกรองกะผ้าขาว แต่ก็ไม่เคยกรองเหมือนกัน ก็ออกมากินได้ ยังไม่ตาย&lt;br /&gt;ผสมเสร็จก็ทิ้งไว้งั้นแหละเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะทำเอาเนยมาทำให้ละลายแล้วใส่ลงไป&lt;br /&gt;- การทำเนยให้ละลาย ทำแบบง่ายๆคือเอาเนยใส่ถ้วย แล้วจับถ้วยใส่หม้อที่มีน้ำอยู่นิดหน่อย (จะให้ทำเป็นแบบไอขึ้นมาน่ะ) ปิดฝา เปิดดูบ้าง รอคอยอย่างใจเย็น ถ้าเล่นเอมเอสเอนอยู่ก็เดินมาตอบได้สองประโยคสั้นๆ&lt;br /&gt;- การทอด crêpe มีสองแบบ คือ ใช้น้ำมัน กะ ใช้เนย แนะนำให้ใช้เนยเพราะหอมกว่าและกะง่ายกว่า แค่เอาเนยมาใส่ผ้าเพื่อทำเป็นที่จับ หรือจะใจกล้าแบบเจ้าของสูตร(ฉันเอง)เอามือจับเนยแล้วลากทั่วกะทะก็ได้ ต้องว่องไวและเนยก้อนพอดีๆนะ ไม่งั้นมือลวกห้ามโทษกัน เสร็จแล้วก็ใช้ช้อนคันโต ตักแป้งลงมาในกะทะ แล้วกลิ้งไปกลิ้งมาให้เต็มกะทะ อันนี้วัดความสามารถมาก แล้วดูว่าขอบมันเริ่มสุก ก็กลับแป้งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไส้ crêpe : ตามอัธยาศัย พี่กล้าเคยทำไส้คาวเป็นหน้าหอยเชลล์ผัดซอสญี่ปุ่น ไส้ไก่ผัดผงกระหรี่ ก็อร่อยดี (สังเกต : พี่กล้าทำหอยกะกระหรี่เก่ง อิอิ)&lt;br /&gt;ถ้าแบบง่ายๆ แบบแสนจะฝรั่งเศสก็แฮม ชีส ใส่ไข่ดาวไปหน่อยก็ได้ถ้ากลัวไม่มีสารอาหาร&lt;br /&gt;crêpe คาวกินกะ เครื่องดื่มคู่ขา คือ cidre จะเข้ากั๊นเข้ากัน&lt;br /&gt;ส่วนไส้หวาน ใช้ nutella แทนชอกโกแลตแบบที่พี่หญิงอาจจะอ่านแล้ววิ่งไปซื้อ หรือกินกะน้ำตาล /แยม /น้ำผึ้ง ก็ง่ายๆดี กินกับน้ำชายามบ่ายแสนมีฟามสุข ถ้ากินกะน้ำผึ้ง ขอแนะนำให้ชงชาแล้วผสมชากับน้ำผึ้งมะนาว จะเข้ากั๊น เข้ากัน ถ้ากินเหลือก็เอาน้ำผึ้งมะนาวนั้นส่งไปให้ บ. hall's ได้นะ เผื่อเค้าเอาไปแปรรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพมีคำอธิบายอีก :&lt;br /&gt;ขวามือเกือบสุดเป็นเตาสีเขียวๆนั่นคือ เตาฟองดูร์ อาหารลือชื่อของฝรั่งเศส ที่เห็นเป็นเตาฟองดูร์ของแท้ คือใช้ตัวให้ความร้อนคือเทียนเชื้อเพลงแห้ง เหมือนๆกับหม้อไฟบ้านเรา แต่สมัยนี้เป็นสมัยพัฒนา เตาฟองดูร์แบบสมัยใหม่เลยออกมาเป็นเตาฟองดูร์ไฟฟ้า มีประโยชน์มากเพราะร้อนเร็ว อันตรายน้อยกว่า และเพิ่มลดอุณหภูมิได้ แต่เตาแบบดังกล่าวไปได้ไม่ work กับฟองดูร์อีกแบบคือ ฟองดูร์ชอกโกแลต ซึ่งก็คือการใช้ชอกโกแลตแทนชีสฟองดูร์ และใช้ผลไม้หั่นเล็กๆแทนเนื้อสัตว์ มีสามแบบให้เลือกตามประเภทชอกโกแลต คือ แบบชอกโกแลตนม แบบชอกโกแลตดำ และแบบชอกโกแลตขาว จะบอกว่าแบบชอกโกแลตตดำหรือ dark อร่อยสุด เพราะมันจะไม่หวานจัด แต่ต้องระวังลวกปากนะ&lt;br /&gt;เออ..ยังไม่ได้ทำฟองดูร์ให้พี่กล้ากินเลย บอกว่าจะทำมานานละ แฮ่..&lt;br /&gt;กลับมาในรูป&lt;br /&gt;แก้วกาแฟขาวๆ เป็นแก้ว expresso แบบธรรมเนียมฝรั่งเศสจ๋าที่ต้องกินกาแฟข้นคลั่ก&lt;br /&gt;มีคนบอกว่ากาแฟฝรั่งเศสมีดีๆเยอะ อันนี้ไม่มีความเห็นเพราะเป็นคนกินชา&lt;br /&gt;สถานที่ที่ถ่ายรูปนี้มิใช่บ้าน carré de mim หรอกนะทุกท่าน&lt;br /&gt;พี่กล้าเป้นคนถ่ายรูปนี้ แต่คนที่ยุให้ทำหน้าราวกับรายการทำอาหาร อ.ยิ่งศักดิ์ ยังไม่อยากเปิดเผยตน&lt;br /&gt;ก็เลยได้รูปแสนสนุกนี้มา&lt;br /&gt;เป็นคำอธิบายได้ว่า carré de mim ยังรื่นรมย์ รื่มร๊มย์ รื่มรมย์อยู่จ้ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114159438153813446?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114159438153813446/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114159438153813446' title='6 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114159438153813446'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114159438153813446'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/03/blog-post_05.html' title='คำอธิบาย'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114098553613816022</id><published>2006-02-26T21:20:00.000+01:00</published><updated>2006-02-26T21:25:36.423+01:00</updated><title type='text'>ลิ้นชักวัยเด็ก</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/bouille_peinture.gif"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/bouille_peinture.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114098553613816022?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114098553613816022/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114098553613816022' title='11 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114098553613816022'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114098553613816022'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_114098553613816022.html' title='ลิ้นชักวัยเด็ก'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114096892646139222</id><published>2006-02-26T16:39:00.000+01:00</published><updated>2006-02-26T17:25:51.220+01:00</updated><title type='text'>ท้า</title><content type='html'>ใครพูดภาษาต่างประเทศได้ เชิญพูดประโยคเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาฝรั่งเศส&lt;br /&gt;Trois sorcières regardent trois montres Swatch. Quelle sorcière regarde quelle montre Swatch ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาอังกฤษในความหมายเดียวกัน&lt;br /&gt;Three witches watch three Swatch watches. Which witch watch which Swatch watch ?&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;มีอีกสำหรับคนผ่านด่านแรก&lt;br /&gt;ภาษาฝรั่งเศส&lt;br /&gt;Trois sorcières suédoises et transsexuelles regardent les boutons de trois montres Swatch suisses. Quelle sorcière suédoise transsexuelle regarde quel bouton de quelle montre Swatch suisse ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนเดิม : ภาษาอังกฤษในความหมายครือกัน (เพราะไม่มีคำว่า transsexuelles / les boutons)&lt;br /&gt;Three Swedish switched witches watch three Swiss Swatch watch switches. Which Swedish switched witch watch which Swiss Swatch watch Switch ?&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;แถม : ภาษาไทย&lt;br /&gt;ระยอง ระนอง ยะลา&lt;br /&gt;ระยอง ระนอง ยะลา&lt;br /&gt;ระยอง ระนอง ยะลา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114096892646139222?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114096892646139222/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114096892646139222' title='9 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114096892646139222'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114096892646139222'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_26.html' title='ท้า'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114070373373614381</id><published>2006-02-23T14:48:00.000+01:00</published><updated>2006-02-23T15:08:55.233+01:00</updated><title type='text'>ผนังด้านขวา</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/postcard2.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/postcard2.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จาก ขวาไปซ้าย&lt;br /&gt;แถวที่หนึ่ง : Mont Saint-Michell เรื่องบอกเล่าจาก Lille เชียงราย การ์ดวันเกิดจากเพื่อนรัก การ์ดน่ารักจากเยอรมัน กลอน rose เจ้าชายน้อย กระต่าย Liebe Ostern!&lt;br /&gt;แถวที่สอง : Sydney ทัชมาฮาล เกาะพีพี โตเกียวทาวเวอร์ Arco di Marco Aurelio จากลิเบีย Montpellier ตอนกลางคืน&lt;br /&gt;แถวที่สาม : หน้าร้อนของเมืองทางใต้ versailles กุ้งตัวตลก บางกอก โบสถ์จากหินภูเขาไฟที่ clermont-ferrand เจ้าของบล๊อกกับถ้วยชา งานแสดงหุ่นยักษ์&lt;br /&gt;แถวที่สี่ : Royan ธงของ canton ในสวิส ปราสาทหินที่แสนเย็นชาทางตะวันตกเฉียงเหนือ หลังคาบ้านที่Freiburg Grand Canyon Monument Valley Lyon&lt;br /&gt;แถวที่ห้า : ทรายขาวที่เกาะพีพี Chambéry สิงคโปร์ Tozear/Tunisie Königsschloss Neuschwanstein ทางตอนใต้ของเยอรมัน อากาศดีที่ Aix-en-Provence แผนที่รอยต่อชายแดนเบลเยี่ยม- ฝรั่งเศส- เนธอร์แลนด์&lt;br /&gt;แถวที่หก : ไซง่อน +รอโปสการ์ดแนวนอนใบใหม่+ + รอโปสการ์ดแนวตั้งใบใหม่+ York เวียนนา เกาะเสม็ด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114070373373614381?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114070373373614381/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114070373373614381' title='5 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114070373373614381'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114070373373614381'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_114070373373614381.html' title='ผนังด้านขวา'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114070129759616562</id><published>2006-02-23T14:27:00.000+01:00</published><updated>2006-02-23T15:31:05.006+01:00</updated><title type='text'>ผนังด้านซ้าย</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/postcard1.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/postcard1.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จาก ซ้ายไปขวา&lt;br /&gt;แถวหนึ่ง : แสดงความยินดีตอนสอบปากเปล่าได้ที่สองจากพ่อแม่ พระราชวังในหลวง ป่าดำเยอรมัน ขาวดำสุดรักจากหลวงพระบาง promenade des Anglais จากนีซ วัดพระแก้ว La place de la comédie จากเมืองทางใต้&lt;br /&gt;แถวสอง : อูฐสองตัวจากดูไบ ภาพถ่ายทั้งเมืองของโมนาโค minekenpis ที่บรัซเซลล์ แผนที่แถบ alpes maritime ของฝรั่งเศส มองท์มาร์ทแห่งปารีส ทะเลสวยที่กระบี่&lt;br /&gt;แถวสาม : พระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่ง บ้านในชนบทจากลาว vichy งานคานิวาลที่ Morgestraich ในสวิสฝั่งภาษาเยอรมัน Bordeaux ทะเลสาบ annecy&lt;br /&gt;แถวสี่ : grasse เมืองผลิตดอกไม้จ่ายบริษัทน้ำหอมทั่วโลก ปลาบู่ทะเลหน้าม่วง Eurolille น้ำพุที่ Aix-en-Provence หาดทรายที่สูงที่สุดในยุโรป (105m) อัมสเตอร์ดัมส์ อาคารตลาดหลักทรัพย์ศูนย์กลางของยุโรป&lt;br /&gt;แถวห้า : เกาะสมุย โบสถ์สมัยศตวรรษที่ 19 ที่น๊องท์ Edinburgh Antibes ที่สวยเหมือนในภาพวาด สารพันทิวลิปจากฮอลแลนด์ mosaïque รูปโจนส์ ออฟ อาร์ค หมู่เกาะสุรินทร์ก่อนเกิดสึนามิ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114070129759616562?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114070129759616562/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114070129759616562' title='0 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114070129759616562'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114070129759616562'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_114070129759616562.html' title='ผนังด้านซ้าย'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114066705650752316</id><published>2006-02-23T04:53:00.000+01:00</published><updated>2006-02-23T04:57:37.043+01:00</updated><title type='text'>รูป</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/1600/???????????????????????????????????????.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3160/1470/320/%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; this is bliss : มิตรภาพสวยงามเสมอ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114066705650752316?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114066705650752316/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114066705650752316' title='3 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114066705650752316'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114066705650752316'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_23.html' title='รูป'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-114005003042237652</id><published>2006-02-16T01:32:00.000+01:00</published><updated>2006-02-16T01:44:15.226+01:00</updated><title type='text'>ดนตรี</title><content type='html'>วันที่สิบสี่กุมพา เป็นวันวาเลนไทน์&lt;br /&gt;(ตามกระแสนิดนะ)&lt;br /&gt;เดินออกไปนอกบ้าน ผ่านร้านดอกไม้ หลังจากที่แอบเหล่ ก็พบว่าราคาดอกไม้ราคาเท่าเดิม ที่เพิ่มเติมคือการจัดดอกไม้เป็นช่อๆที่หลากหลายขึ้น แล้วมีหัวใจก้านๆเสียบไว้ บอกว่าเป็นวันวาเลนไทน์นะ..ไม่ได้โกหก ตอนเดินผ่านมีผู้ชายอายุราวๆสามสิบปีจำนวนหนึ่งไปซื้อดอกไม้&lt;br /&gt;หลังจากไปแอบเรียนมาเสร็จ เดินเข้าเมืองนิดหน่อย ก็พบว่าการตกแต่งร้านต้อนรับวันวาเลนไทน์ของฝรั่งเศสมีไม่มากนัก มีป้ายติดประมาณว่า "หาของขวัญวาเลนไทน์ถูกใจหรือยังจ๊ะ" หรือ "ตัวเองจะมอบอะไรให้กะแฟนเหรอ เชิญทางนี้" ดูเป็นการเสนอขายของดีในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;บรรยาการวาเลนไทน์จริงๆกลับพบที่ตู้กระจก&lt;br /&gt;ชุดนาฬิกา swatch และเครื่องประดับ swatch ไง&lt;br /&gt;ออกมาทุกปีเป็น collection รับวันแห่งฟามรัก&lt;br /&gt;ถ้ามีแฟนปีละคนก็คงดี เพราะน่าจะอ้อนขอชุดสวอชได้ทุกปี&lt;br /&gt;จะได้มีสะสม..เงินก็ไม่เสีย&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ตามประสาคนโสด ก็มีโปรแกรมวาเลนไทน์กะเค้าเหมือนกัน&lt;br /&gt;มิไยว่าจะได้รับ SMS จากชาวบ้าน และ อีเมล์อีกหลายฉบับ อวยพรเหมือนๆกัน ออกแนวว่า ขอให้มีแฟนซะทีนะเธอ อะไรแบบนั้น ก็ไม่หวั่น ทำไมเหรอ วันนนี้มันสำหรับคนมีคู่เท่านั้นเหรอ จะไปฉลองบ้าง กะลังมีความรักให้ตัวเอง&lt;br /&gt;ตามแผนที่วางคือ ต้องไปแอบเรียนก่อนเพื่อเป็นการฝึกภาษา(ผล = มือตกไปมาก เศร้าจิต) แล้วก็ไปเดินเล่นในเมือง ดูบรรยากาศ แล้วรอร้านอาหารเปิด กินข้าว กินเสร็จก็ไปดูคอนเสริต อันเป็น Main point ที่จะเล่าในหนนี้&lt;br /&gt;ร้านอาหารที่เลือกก็คือ ร้านอาหารญี่ปุ่น&lt;br /&gt;ที่ไปเพราะคิดถึง chef ไม่ได้เจอกันมาตั้งสามเดือน เพราะกลับเมืองไทย ก็แอบคิดไปว่า แกคงรอเราน่าดู&lt;br /&gt;ก็จริงดังคาด แกดูดีใจมาก ปั้นซูชิอย่างสวย ใช้ปลาอย่างหรู(ต่างกะโต๊ะข้างๆลิบลับ ฮ่าๆ) มาให้ด้วย&lt;br /&gt;บรรยากาศในร้านแลดูโรแมนติกประมาณหนึ่ง เพราะใช้เทียนใส่แก้วสีแดง แลดูวิบวับ แถมเปิดเพลง bossa&lt;br /&gt;อาหารอร่อย บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ&lt;br /&gt;เป็นการโหมโรงก่อนไปดูดนตรีในฮอลล์ที่ดี&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;L'orchestre หรือ ออเคสตร้า ของเมืองนี้แบ่งฤดูกาลการเล่นโดยเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี&lt;br /&gt;โดยการเล่นคอนเสิร์ตจะมีทั้งแบบ ออเคสตร้า และแบบโอเปร่า&lt;br /&gt;ไม่เคยไปดูโอเปร่า เพราะคิดว่าตัวเองไม่แน่ซักเท่าไหร่ ภาษาฝรั่งเศสปกติก็ไม่ดีอยู่แล้ว จะไปฟังโอเปร่ารู้เรื่องกะเค้าเหรอ&lt;br /&gt;อีกอย่างสถานที่ที่จัดโอเปร่า คือ Opéra Municipal ต้องเดินออกไปอีกทาง&lt;br /&gt;ไม่เหมือนกับการไปดูออเคสตราที่เป็นดนตรีธรรมดา เพราะจะเล่นแถวๆมหาลัย คุ้นทางตรงนั้นอยู่&lt;br /&gt;เรามาสนใจดนตรีคลาสสิคอย่างจริงจังเมื่อปีที่แล้ว&lt;br /&gt;เรื่องก็มีอยู่ว่า&lt;br /&gt;เรากับอาทิตย์คุยกันทางเอมเอสเอนตามปกติ แล้วมีอยู่วันนึงอาทิตย์ก็แอดชูฮวยมาคุยกันสามคน ต่อมาเรากะชูก็คุยกันมาเรื่อยๆ พบว่าชูสนใจศิลปะที่เราค่อนข้างถนัด และเราเองก็สนใจดนตรีคลาสสิค ซึ่งเป็นความถนัดของชู ก็เลย "แลก" กันมาเรื่อยๆ ชูเองก็เขียนบล๊อกเรื่องดนตรีไว้ที่&lt;a href="http://apipong71.blogspot.com/"&gt;http://apipong71.blogspot.com/&lt;/a&gt; ช่วงหลังเราไม่ได้คุยกะชูเท่าไหร่ ได้แต่มองโปสการ์ดที่ชูส่งมาให้จากสก๊อตแลนด์ไปตามเรื่องตามราว&lt;br /&gt;ใครบอกว่ามิตรภาพทางเน็ตจับต้องไม่ได้&lt;br /&gt;ชูเป็นคนแนะนำว่า นิสัยอย่างเราต้องฟังโมสาร์ท&lt;br /&gt;ชูให้เหตุผลว่า เพราะเราเป็นคนขี้เล่น นิสัยเหมือนเพลงของโมสาร์ท เพราะเพลงของโมสาร์ทจะสนุกสนาน ไม่มีเบื้องหลังอันร้าวราน ไม่กดดัน เพราะเป็นเพลงที่แต่งให้เจ้าชายเจ้าหญิง อีกอย่างโมสาร์ทดังตั้งแต่ยังไม่ตาย ชีวิตเลยมีความสุข ส่งผลให้งานมีความสุขด้วย&lt;br /&gt;ก็เลยไปซือซีดีเพลงโมสาร์ทมาฟังในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่คุยกับชูจบ&lt;br /&gt;จำได้ว่าตอนนั้น ฟังเพลง La flûte enchantée หรือ the magic flute แล้วก็รีบไปรายงานชูว่าเห็นอะไร&lt;br /&gt;ภาพที่เห็นคือ คนนั่งใต้ต้นไม้แล้วมีเทวดามาหยอกข้างๆหู พอคนเงยหน้า เทวดาก็หายวับไป พอจะกลับไปอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ เทวดาก็โผล่มาแกล้งอีกแล้ว เป็นไปอย่างนี้จนจบเวลาบ่าย แล้วต้องกลับไปกินน้ำชาอย่างเซ็ง&lt;br /&gt;ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาภาพนั้นมากจากไหน แต่ตั้งแต่นั้นก็เริ่มพบว่าเพลงไม่มีเนื้อ บอกอะไรได้มากมาย&lt;br /&gt;เริ่มสนุกกับเพลงไม่มีเนื้อ&lt;br /&gt;เลยหันไปลองกับเพลงไม่มีเนื้อของไทยที่แต่งโดย อ.ดนู ฮันตระกูล ในเพลง สนามหลวง&lt;br /&gt;ภาพที่เห็นเป็นภาพสมัยนิยายเรื่องปริศนา (ว.ณ.ประมวลมารค) คือสมัยที่เจ้ายังมีอยู่มากในเมืองไทย สมัยที่นักเรียนนอกจากฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เป็นที่ยอมรับ สมัยที่ผู้หญิงสูบบุหรี่ถือเป็นเรื่องโก้เก๋ ทันสมัย สมัยที่กีฬาเทนนิสและการเต้นรำเป็นกิจกรรมยอดฮิต&lt;br /&gt;เห็นภาพพระบิณฑบาตรยามเช้า พอสายหน่อยมีนักศึกษาเดินมาเป็นกลุ่ม สาวน้อยที่ถูกเลี้ยงมาแบบนกในกรงทองออกมาเดินเล่นโดยมีคนขับรถสีขาวคันโตออกมาแล้วมาพบกับนายทหาร หรือ บัณฑิตหนุ่มคาบกล้องยาสูบ เปิดหมวกให้ แล้วกล่าวทักทาย&lt;br /&gt;เวลาบ่าย เด็กๆมาวิ่งเล่น มาลองลับสายป่านว่าวที่สนามหลวง&lt;br /&gt;ในยามเย็น คนหลายคู่มาดูอาทิตย์อัสดงที่สนามหลวง แล้วรีบกลับบ้านเพราะเกรงกลังผีปีศาจเนื่องจากประวัติเรื่องลานประหารในสมัยก่อน&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;พบว่าดนตรีคลาสสิคไทยบอกเล่าอะไรได้ง่ายกว่า&lt;br /&gt;อาจจะเป็นเพราะว่ามันมีบริบทแบบไทย ซึ่งก็โตมาแบบนั้น รู้ประวัติมากมายของสถานที่ จินตนาการที่ได้จากเพลงจึงค่อนข้างละเอียดมากกว่าเพลงฝรั่ง ซึ่งมีบริบทแบบฝรั่ง และหากไม่สนใจติดตามอ่าน ก็จะไม่เข้าใจ&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ดนตรีคลาสสิคจะเล่นเวลา สองทุ่มครึ่ง ในความถี่คือเดือนละหน&lt;br /&gt;การเล่น จะเล่นเป็นสองภาค ระหว่างภาคมีพัก และแต่ละภาคจะเล่นสองเพลง ยกเว้นบางเพลงที่ยาวมากๆ จะเล่นเพลงเดียว&lt;br /&gt;ปกติเพลงเปิดจะเป็นเพลงคึกคัก แต่มักไม่ใช่เพลงที่ทุกคนรอฟัง&lt;br /&gt;คร้งนี้เพลงเปิดคือ symphonie n°9 ของ Henk BADINGS (1907-1987)&lt;br /&gt;ฟังเพลงนี้แล้วเห็นภาพความรักแบบโรมิโอ จูเลียต คือความรักที่โดนกีดกัน แต่สองคนก็รักกัน ต่อมาก็เริ่มสนุกกับการหลบๆซ่อนๆกับฝ่ายญาติ&lt;br /&gt;จินตนาการไม่ได้บอกเราว่า เรื่องนี้จบยังไง&lt;br /&gt;แต่ประวัติของคนแต่ง บอกว่าเค้าเคยใช้ชีวิตบางช่วงอยู่ที่อินโดนีเซีย ดนตรีของเค้าเลยค่อนข้างจะมีจังหวะ ส่วนเราเองชอบการเล่นดนตรีในเพลงนี้ เพราะในช่วงที่เราคิดถึงการตามล่าของพ่อแม่หญิงสาวชายหนุ่ม นักดนตรีที่เล่นเครื่องสายทุกคน กลับเอาไม้ที่ปกติใช้สี มาเคาะเครื่องสายของตนเป็นจังหวะ&lt;br /&gt;เป็นเทคนิคแปลกๆที่น่าสนใจ และกลมกลืนดีมาก&lt;br /&gt;พอเพลงเปิดจบไป ก็เข้าเพลงที่สองที่ทุกคนรอคอย&lt;br /&gt;ครั้งนี้เพลงที่สองคือ Concerto pour piano n°1 opus 15 en Ut Majeur ของ Beethoven&lt;br /&gt;คิดถึงชูฮวยเพราะบีโธเฟนเป็นคนโปรดของชูฮวย&lt;br /&gt;คิดถึงอาทิตย์ เพราะชูฮวยแนะนำอาทิตย์ให้ฟังบีโธเฟน ในขณะที่แนะนำเราให้ฟังโมสาร์ท&lt;br /&gt;เพลงนี้เล่นนาน&lt;br /&gt;เราเห็นภาพตัวละครสี่คน คือ สาวรีดนมวัว เจ้าหญิง ทหารยามหน้าวัง และ เจ้าชาย&lt;br /&gt;สาวรีดนมวัวต้องเข้ามาช่วยงานในวัง เพราะเด็กสาวที่ทำงานในวังไม่สบาย&lt;br /&gt;เธอติดใจงานเลี้ยงหรูๆ การแต่งกายสวยงาม และแอบวาดหวังการเข้ามาทำงานในวัง เธอสนใจการทำงานในห้องเครื่อง เธออยากเป็นคนจัดการพิธีในวัง&lt;br /&gt;เมื่อใดก็ตามที่เธอถูกเรียกตัวมาทำงานแทนเด็กสาวที่ไม่สบาย เธอจะมีความสุขเสมอ&lt;br /&gt;เมื่อเสร็จงาน เธอจะเดินยิ้มออกจากประตูวังอย่างมีความสุข&lt;br /&gt;ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเธอเป็นที่จับตาของคนสองคน&lt;br /&gt;..ทหารยาม และ เจ้าหญิง..&lt;br /&gt;เจ้าหญิงคิดสงสัยเสมอ&lt;br /&gt;ว่าสาวรีดนมวัวตกหลุมรักกับทหารยามได้อย่างไร เพราะแลดูไม่เห็นน่าจะเจอกันหรือพูดจากันได้&lt;br /&gt;ยิ่งสาวบ้านนอกมาทำงานในวัง หากได้เป็นนางใน ยิ่งเป็นเรื่องต้องห้าม&lt;br /&gt;แต่อย่างไรเจ้าหญิงก็ชื่นชมรอยยิ้มของสาวบ้านนอกเสมอ&lt;br /&gt;เพราะเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขที่เจ้าหญิงแสวงหา&lt;br /&gt;เจ้าหญิงจึงมักออกไปยืนรอดูการเดินผ่านของสาวรีดนมวัวที่หน้าต่าง&lt;br /&gt;สิ่งที่เจ้าหญิงไม่เคยรู้เลยก็คือ&lt;br /&gt;มุมที่พระองค์ยืนอยู่มองต่ำลงไปสี่สิบห้าองศา&lt;br /&gt;จะเป็นที่ๆทหารยามแหงนหน้ารอการปรากฎตัวของพระองค์&lt;br /&gt;และดื่มด่ำกับสายตาอันชื่นชมของเจ้าหญิงที่ทอดลงมาอย่างเงียบๆ&lt;br /&gt;ในวันหนึ่งในวังวุ่นวายเพราะการมาเยือนของเจ้าชายต่างถิ่น&lt;br /&gt;เจ้าชายที่มีข่าวว่าเป็นผู้มีแนวการดำเนินชีวิตแปลกๆ ไม่ยึดติดธรรมเนียม&lt;br /&gt;เจ้าชายที่ชอบท่องเที่ยว และเคยไปใช้ชีวิตเงียบๆที่ฟาร์มนมวัวแห่งหนึ่งในวันที่หิมะตกหนัก&lt;br /&gt;เจ้าชายที่มักปลอมตัวเป็นคนตัดฟืน ขอทาน คนเลี้ยงม้า พ่อครัว หรือแม้แต่ทหารยาม&lt;br /&gt;ในวังจัดงานต้อนรับเจ้าชายอย่างใหญ่โต&lt;br /&gt;สาวรีดนมวัวดีใจ เพราะจะได้ทำงานในฝัน แม้เธอจะรู้ดีว่าหากงานนี้สำเร็จด้วยดี เธอจะต้องพบกับการตัดสินใจที่ยากยิ่งประการหนึ่ง&lt;br /&gt;นั่นคือ การเลือกระหว่างความฝันกับความรัก&lt;br /&gt;เธอรักการทำงานในวัง แต่เธอก็ตกหลุมรักเจ้าหนุ่มพเนจรที่มาขอบิดาเธอทำงานในช่วงฤดูหนาวเช่นกัน&lt;br /&gt;เจ้าหญิงเบื่อหน่ายกับงานเลี้ยง เพราะอยากได้ความสุขที่แท้จริง แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะเกิดมาเป็นเจ้าหญิง ได้แต่มองโลกในแง่ดีว่า พอสิ้นสุดงานแล้วจะได้เห็นรอยยิ้มของสาวรีดนมวัวอีก&lt;br /&gt;เจ้าหญิงต้องเต้นรำกับเจ้าชายตามธรรมเนียม เธอเบื่อหน่าย&lt;br /&gt;เจ้าชายองค์นี่ก็เหมือนองค์อื่นๆแน่ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น..เธอคิด&lt;br /&gt;เมื่อไหร่งานจะจบซักที เพราะจะได้เห็นรอยยิ้มของสาวรีดนมวัว&lt;br /&gt;เจ้าชายเองก็ถอนใจ เจ้าหญิงไม่เคยมองมาที่พระองค์เลย&lt;br /&gt;นี่หรือคือคนที่พระองค์ต้องร่วมชีวิตอยู่ในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จินตนาการจบลงเพราะเสียงตบมือ&lt;br /&gt;สุดท้ายเลยไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จบยังไง&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่าเจ้าชายกะเจ้าหญิงจะแต่งงานกันไหม ถ้าแต่งงานกันจะดีไหม เพราะเจ้าชายจริงๆแล้วเป้นคนมีสัสัน เจ้าหญิงต้องไม่เบื่อแน่ๆ แต่ถ้าเจ้าหญิงอคติบังตา ไม่ยอมเปิดใจ เจ้าชายคงเซ็ง แต่ถ้าเจ้าหญิงเปิดใจ คงเป้นชีวิตแต่งงานที่แสนจะ perfect&lt;br /&gt;แต่ถ้าเจ้าหญิงฝังหัวว่าเจ้าชายชอบสาวรีดนมวัว เพราะเข้าใจแบบนั้นมานานแสนนานเนื่องจากมองภาพทหารยาม (ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็นเจ้าชาย) เลยปฏิเสธเจ้ายล่ะ&lt;br /&gt;หรือเจ้าชายเซ็งเจ้าหญิงเอง เพราะเจ้าหญิงจีดชืดจริงๆ เจ้าชายเลยไม่ขอแต่งงาน อกหักเลยไปทำงานในฟาร์มที่เคยทำในช่วงหน้าหนาว แล้วไปเจอกับหญิงรีดนมวัวที่เป็นลูกสาวของเจ้าของฟาร์ม&lt;br /&gt;หรือเจ้าหญิงแอบเซ็ง เลยขอไปรีดนมวัวบ้าง เลยไปเจอกะเจ้าชายอีกรอบ รอบนี้ชอบกัน เพราะเป็นคนธรรมดา&lt;br /&gt;หรือเจ้าชายอกหัก เลยอยากกินไวน์ หญิงรีดนมวัวเอามาเสริฟ แล้วเกิดจำกันได้ขึ้นมาว่านี่คือทหารยามที่เธอเดินผ่าน และนี่คือชายที่ไปทำงานในหน้าหนาว เลยดีใจ ชอบกันไปเลย&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ธรรมเนียมการดูคอนเสิรต ต้องมี encore&lt;br /&gt;คราวนี้ก็เหมือนเดิม คือ encore สองรอบ เล่นได้ดีมากทั้งสองเพลง แม้จะไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนๆเดียวกัน&lt;br /&gt;เพราะเพลงแรกร้อนแรงดุดัน เพลงนี้เราคิดไม่ออกว่าเห็นภาพอะไร แต่รู้ว่าดุดัน แต่เพลงที่สองเราฟังแล้วใจจะหาย&lt;br /&gt;เล่นหวานมาก และ เศร้ามาก&lt;br /&gt;อยู่ๆก็นึกถึงไอซิส ที่ตามหาเทพโอริซิสขึ้นมาซะดื้อๆ&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;หลังพักก็กลับมาต่อด้วยเพลงของโมสาร์ท คือ sérénade n°9 en Ré Majeur K 320 "Posthorn"&lt;br /&gt;เพลงนี้จินตนาการของเรานึกถึงเด็กผู้ชายที่อยากเป็นทหารและทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็น&lt;br /&gt;จากทหารหนุ่มเค้าทำความดีความชอบ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน&lt;br /&gt;รักชาติ รับใช้ราชบัลลังก์&lt;br /&gt;มีชีวิตโสดที่เป็นสุข นั่งอ่านหนังสือจิบไวน์แดงริมเตาผิงในหน้าหนาว&lt;br /&gt;เค้าควรจะมีชีวิตง่ายๆแต่ไม่ยักกะใช่&lt;br /&gt;เพราะสุดท้ายโชคชะตาเล่นตลกให้เค้าเป็นชู้กะเมียพระราชา&lt;br /&gt;จินตนาการของเราจบแค่นี้&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ดีเหมือนเดิม&lt;br /&gt;แต่เราแอบเซ็งเพราะเราจะไปดูโมสาร์ท อีกอย่างงานในฤดูกาลนี้เอาโมสาร์ทเป็นตัวชูโรง เพราะปีนี้เป็นปีที่ครบการตายสองร้อยห้าสิบปีของโมสาร์ท แต่ผลกลับเป็นว่าเพลงบีโธเฟนเล่นดีกว่าเพลงของโมสาร์ท&lt;br /&gt;แต่เอาเหอะ นับว่าโอเคแล้ว เพราะจินตนาการได้ทำงานดี&lt;br /&gt;มีความเชื่อเสมอว่า ดนตรีคลาสสิคตต้องฟังตอนจิตใจเบิกบาน และการฟังจริงๆมันเหนื่อยด้วย&lt;br /&gt;รู้สึกดีมากที่เค้ามีพักครึ่ง เพราะไม่งั้นคงคิดไรไม่ออกแล้ว&lt;br /&gt;นับว่าเป็นการใช้สมองคู่ไปกับดนตรีที่มีความสุขมาก&lt;br /&gt;เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ค้นพบว่า worth living แบบที่ใครบางคนบอกมาในวันนี้&lt;br /&gt;และเป็นการฉลองวันแห่งความรักอย่างโดดเดี่ยวที่สดใสมากเลยทีเดียว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-114005003042237652?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/114005003042237652/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=114005003042237652' title='6 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114005003042237652'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/114005003042237652'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_16.html' title='ดนตรี'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-113981511961951902</id><published>2006-02-13T07:15:00.000+01:00</published><updated>2006-02-13T08:18:40.186+01:00</updated><title type='text'>ภาราบำบัด</title><content type='html'>วันจันทร์มีแอบเรียนตอน 13h-15h วิชากฎหมายปกครอง&lt;br /&gt;วันอังคารโชคไม่ดีเพราะมีแอบเรียนชนกันสองวิชาคือกฎหมายปกครองตอน 13h-16h และกฎหมายรัฐธรรมนูญตอน 15h-17h แต่คาดว่าคงเลือก กม.รัฐธรรมนูญ เพราะเนื้อหาหนักแน่นเนื่องจากเป็นคอร์สของปริญญาโท ในขณะที่วิชากฎหมายปกครองเป็นของปริญญาตรีปีสอง&lt;br /&gt;วันพุธ มีวิชาภาษีตอน 13h-17h&lt;br /&gt;ตอนนี้ก็เลยนั่งรอ รอว่าเมื่อไหร่วิชาต่างๆจะมาถึง&lt;br /&gt;จะว่าไปอาทิตย์นี้ก็มีอะไรให้ทำเยอะ&lt;br /&gt;มีวันจันทร์ไปแอบเรียน วันอังคารที่เค้ายกให้เป็นวันวาเลนไทน์ ก็จัดโปรแกรมให้ตัวเองเรียบร้อย เวลามีคนถามว่าทำอะไรจะได้ตอบได้แบบขำๆว่า ชั้นก็มีโปรแกรมตามประสาคนโสดเหมือนกันนะยะ&lt;br /&gt;ส่วนวันพุธก็ไปแอบเรียนเหมือนเดิม วันพฤหัสมีปาร์ตี้กินหมูเกาหลีกับพี่กล้าและพี่อีกคน ตอนเย็นมีคอนเสิร์ตโมสาร์ทให้ดู&lt;br /&gt;ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ยังคิดไม่ออกว่าจะทำไร ก็คงอ่านหนังสือ ไปเช่าดีวีดีมาดู&lt;br /&gt;ดูเป็นชีวิตที่สุขสงบ ไร้ปัญหาดี&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;จะพูดว่าจิตใจสงบแล้วก็ไม่ค่อยจะเต็มปาก&lt;br /&gt;ก็ยังมีคิดๆอยู่กับเรื่องแย่ๆที่เจอมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว&lt;br /&gt;แต่รู้สึกว่าอาการโรคจิตลดลง คือ คิดน้อยลง และไม่คิดจะเอาบล๊อกเป็นเครื่องมือ "เหน็บ" คนอีกละ&lt;br /&gt;เพราะค้นพบว่าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร สะใจไปก็เท่านั้น&lt;br /&gt;แถมคนไม่รู้จักกันที่แวะเข้ามายังอาจมีแอบคิดว่า ยัยนี่โรคจิต&lt;br /&gt;ส่วนคนรู้จักที่เข้ามาอ่านบล๊อกก็แลดูเป็นห่วงเป็นใย แต่แอบกังวลว่ายัยนี่อาการหนัก&lt;br /&gt;ไม่เห็นจะดีเลย&lt;br /&gt;เรื่องไรเราจะยอมให้คนที่ทำร้ายเราแค่ครั้งเดียว ตามหลอกหลอนเราตลอดด้วยหว่า&lt;br /&gt;แล้วเรื่องไรเราจะต้องมาทำรายตัวเองซ้ำๆจากความรู้สึกว่าเราโดนทำร้ายหว่า&lt;br /&gt;จริงๆที่ผ่านมาเราเป็นคนก็มองโลกในแง่ดีคนหนึ่ง&lt;br /&gt;แล้วเราก็ชอบทำอะไรให้คนด้วย เราชอบส่งโปสการ์ดให้ชาวบ้าน ชอบเขียนนั่นเขียนนี่ ชอบ take care คน&lt;br /&gt;เรื่องไรเราจะต้องมาเปลี่ยนโลกของเราให้เป็นโรคร้ายๆจากการกระทำของคนๆเดียวหว่า&lt;br /&gt;เราต้องยังคงรักษาโลกที่แสนจะดีของเราต่อไปสิ เราจะต้องอยู่ต่อไปอีกตั้งนาน&lt;br /&gt;หมอดูทุกเจ้าบอกว่า เราน่ะจะตายอย่างสงบเมื่ออายุขัยถึงกาลอันควร&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นชีวิตที่เหลือต่อไปอีกมากกว่าสามสิบสี่สิบปี เราก็ต้องยังคงอยู่ในโลกอันแสนดีของเราสิ&lt;br /&gt;เราก็เลยว่า เราจะไม่โต้ตอบอะไรเค้าละ ไม่บ่น แล้วก็ไม่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของเค้าด้วยประการทั้งปวง&lt;br /&gt;ถ้าจะถามว่าเราโกรธเค้าไหม เราก็คงจะตอบว่า เราไม่อยากเก็บความโกรธเอาไว้กะตัว&lt;br /&gt;เพราะความโกรธนำมาซึ่งความอาฆาต (ตามประสาคนอาฆาตแรง) เราก็ไม่อยากเป็นนังโรคจิตคอยตามล่าล้างผลาญ&lt;br /&gt;แม้เราจะเชื่อมั่นในสุภาษิตว่า ไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าความอาฆาตของเสือสมิงกะหญิงแก่ก็ตาม&lt;br /&gt;(เพราะเสือสมิงมันแปลงร่างได้ และหญิงแก่ก็คร่ำหวอดมาก จนสามารถทำอะไรก็ได้เช่นกัน)&lt;br /&gt;แต่เหอะ...เรายังไม่แก่ เราจะอาฆาตไปทำไม เราน่ะเคยมีคนมาทักว่าอายุสิบแปดด้วย เราถึงชอบเข้าไปแอบเรียนไง แลดูกลมกลืน&lt;br /&gt;เราก็เลยจะบอกแบบนางเอ๊ก นางเอกว่า เราไม่โกรธหรอก แต่เราไม่อยากยุ่งมากกว่า เราว่าสองปีที่เรารู้จักเค้ามา ก็น่าจะพอแล้วสำหรับทุกเรื่องนะ ทั้งเรื่องดีที่อาจจะมีอยู่เพียงน้อยนิด และเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;เราเหนื่อยแล้วว่ะ&lt;br /&gt;ครั้งนี้เราเหนื่อยกว่าครั้งที่แล้ว&lt;br /&gt;ครั้งที่แล้วเรารู้สึกแค่เราโดนคนที่รักหักหลัง แต่หนนี้เราโดนเพื่อนหักหลัง&lt;br /&gt;ขนาดความเป็นเพื่อนที่เปราะบางน้อยกว่า เงื่อนไขน้อยกว่า ยังมาทำลายกันได้เลย&lt;br /&gt;แต่ไม่เป็นไร เราจะเลิกถามอะไรงี่เง่าประเภท เค้าทำไปได้ยังไง เค้าจะเสียใจบ้างไหม เค้าจะรู้สึกผิดบ้างไหม เค้าโกหกเราทำไม เค้านึกว่าเราโง่เหรอ ฯลฯ แล้ว&lt;br /&gt;เพราะความรู้พวกนี้ออกแนว อจินไตย รู้ไปก็เท่านั้น เพราะยังไงเค้าก็ทำไปหมดแล้ว&lt;br /&gt;เรื่องเกิดไปหมดแล้ว จะรู้ไปก็คงทำไรไม่ได้ ไม่ได้มีโดเรมอนนี่หว่า ที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไข&lt;br /&gt;สู้กลับมาบำบัดตัวเองดีกว่า&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ก็อย่างที่บอก จะให้บอกว่าเราดีๆเป็นปกติเหมือนเดิม ก็ไม่ใช่&lt;br /&gt;แต่ที่เราค้นพบคือ เราจะไม่เอาการกระทำของเค้ามาทำให้เรามองโลกในแง่ร้าย และไม่ใช้เป็นช่องทางในการมาระบายกะบล๊อกหรือคอมเม้นต์ของเราแล้ว&lt;br /&gt;เราก็ต้องมารักษา มาบำบัดตัวเองดีกว่า&lt;br /&gt;การบำบัดของเรามีชื่อว่า ภาราบำบัด อันมีที่มาจาก ภาระ + บำบัด&lt;br /&gt;เป็นการบำบัดด้วยการทำงาน หรือจะเป็นการแอบเรียนก็ตาม พอยุ่งๆเข้าก็ลืมฟุ้งซ่านไปถนัด&lt;br /&gt;ชื่อเก๋ๆนี้ต้อง (ratio scripta) คิดให้เมื่อคืน&lt;br /&gt;จะว่าไปก็ต้องขอบคุณต้องอยู่มิน้อย เพราะต้องคอยรับฟังเราเสมอ แล้วก็จะบอกเสมอว่าเราควรใจเย็นๆ ตามประสาคนดีทั่วไป พอมีเรื่องทีไร ต้องก็จะคิดหาทางให้เราออกมาจากความคิดอันวุ่นวายตลอดเวลา&lt;br /&gt;นับว่าดีที่โลกนี้ยังมีต้อง(ไม่ได้พูดประโยคนี้มานานละ)&lt;br /&gt;อีกคนที่น่าขอบคุณก็คือ พี่ป๊อก ที่ส่งไฟล์มาให้เมื่อคืน&lt;br /&gt;พี่ป๊อกนี่ก็มาจากบล๊อกเหมือนกัน แล้วพี่ป๊อกก็ไปเอาอีเมล์เรามาจากบล๊อกของพี่โต แอดกันไว้ คุยกันไม่มาก แต่พี่ป๊อกก็เข้าใจโลกดีกว่าเรา เราก็รู้สึกว่าเราอาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอ เลยมานั่งทบทวนดู&lt;br /&gt;เลยพูดได้ว่า พี่ป๊อกก็เป็นอีกคนที่ทำให้เราสำรวจตัวเอง&lt;br /&gt;เราก็ขอบคุณพี่ป๊อกอีกหน ปีนี้คงได้ไปเจอกับพี่ป๊อก เพราะเรามีโปรแกรมจะไปหาเพื่อนที่อังกฤษ ถ้าพี่ป๊อกไม่ไปสัมมนาที่เสปน เราก็คงแวะไปเยี่ยมพี่ป๊อก ไปเลี้ยงกาแฟพี่ป๊อกที่เสียเวลามาแบ่งปันอะไรดีๆให้เราคิดได้ ก่อนที่จะผ่านไปเที่ยวเมืองอื่นๆในอังกฤษ เพราะเรากะจะเก็บอังกฤษให้หมดในหนนี้ เราคงไม่มีโอกาสได้ไปอีก เพราะค่าใช้จ่ายสูงกว่าไปเที่ยวในยุโรป ต้องเสียค่าวีซ่า ต้องแลกเงิน แลดูวุ่นวายกว่าไปเบลเยี่ยมรอบที่สามเป็นไหนๆ&lt;br /&gt;อีกคนที่จะขอบคุณก็คือ พี่กล้า เพราะพี่กล้านี่ก็มองเห็นเราชัดสุด เพราะอยู่ใกล้กัน&lt;br /&gt;เราก็ดีใจนะที่พี่กล้าบอกว่า เรายังดูมีความสุขพอประมาณ แต่เราเอาความแค้นมาเผาเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;เราก็เลยจะตัดความแค้นออกไป หวังว่าคงเห็นความสุขชัดเจนขึ้น&lt;br /&gt;แม้จะเป็น happiness แต่ไม่ถึงขั้น bliss ก็ตาม&lt;br /&gt;เราเชื่อว่า bliss จะมาถึงเร็วๆนี้ เมื่อเรากลับมาให้ happiness กับตัวเอง&lt;br /&gt;รับเทศกาลแห่งความรักดี&lt;br /&gt;อีกคนที่จะขอบคุณคือ คุณปริญญา ซึ่งรู้สึกเหมือนจะเข้าวงการบล๊อกอย่างเต็มตัวแล้ว&lt;br /&gt;คอมเมนต์ของคุณปริญญานี่ทำให้เกิดความละอาย&lt;br /&gt;เพราะว่าเรากลายเป็นคนเขียนอะไรตามอารมณ์ไปแล้ว แต่คุณปริญญาก็มาอ่าน แถมทั้งคอมเมนต์ไว้ด้วย&lt;br /&gt;ดูเอาเปรียบผู้บริโภคยังไงอยู่&lt;br /&gt;อาทิตย์จะบอกเราเสมอว่า การเขียนงานให้คนอ่าน จะต้องให้คนอ่านได้อะไร&lt;br /&gt;แต่ก่อนเรากับอาทิตย์ก็จะมานั่งเครียด คิดกันว่า คนอ่านเค้าจะได้อะไรไหมวะ&lt;br /&gt;เราก็จำประโยคนี้ของอาทิตย์มาใช้เสมอ ไม่ว่าจะเขียนงานอะไร&lt;br /&gt;บล๊อกก็เป็นงานเขียนอย่างหนึ่ง ที่ควรตั้งใจเขียน&lt;br /&gt;แม้จะไม่ได้ให้สาระอะไรมากมายเหมือนงานวิชาการที่เราเขียนส่งตามคำขอ แต่ก็น่าจะให้สิ่งที่คนอ่านชอบ นั่นก็คือ ความสุข&lt;br /&gt;แต่ที่ผ่านมาเราคงละเลยกับจุดนี้ไป บล๊อกเราเลยขาดเสน่ห์เดิมๆที่เคยเป็น&lt;br /&gt;คนมาอ่านบล๊อก ไม่ได้ความสุขกลับไป แถมยังออกไปด้วยความคิดว่า ยัยนี่อาการหนัก อีก&lt;br /&gt;ดูไม่เห็นจะดีเลย เรื่องไรเราต้องให้คนมามองแบบนั้นด้วยอะ&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;เราเลยจะบอกว่า เราไม่เป็นไรแล้วนะ&lt;br /&gt;เราจะอัพบล๊อกต่อไปพรุ่งนี้ เพราะเราไปดูโมสาร์ท อันนี้เป็นโมสาร์ทเสียเงิน แต่เราก็ยังไม่เคยเล่าเรื่องการไปดูดนตรีคลาสสิคในฮอลล์ในบล๊อกเลย เลยว่าจะเอามาเล่า ส่วนวันพฤหัสเป็นโมสาร์ทไม่เสียเงิน เพราะไปเล่นที่คณะเรา เราในฐานะเด็กนิติ เลยได้ดูฟรี แต่ก็คงไม่ดีเท่าของแบบเสียเงิน เพราะสภาพฮอลล์มันไม่เอื้อเท่าไหร่&lt;br /&gt;อีกประการหนึ่งที่ต้องหายจากอาการแปลกๆ เพราะเรามีความเชื่อว่า ดนตรีคลาสสิคต้องฟังตอนจิตใจเบิกบาน&lt;br /&gt;เพราะใจจะรับความสุขและสิ่งที่ดนตรีจะสื่อออกมาได้&lt;br /&gt;เหมือนตอนเราไปฟัง beethoven เพลง L'empereur ซึ่งแปลว่า กษัตริย์ เราก็รู้สึกว่าเราเห็นภาพกษัตริย์ การรบ การเข้าตีเมือง การครอบครอง&lt;br /&gt;หรือตอนเราฟังโมสาร์ตในบางเพลง เรายังเคยเห็นภาพคนในสวน นั่งใต้ต้นไม้ แล้วมีเทวดามาหยอก มาแกล้งข้างหู&lt;br /&gt;เราก็เลยต้องทำใจให้เบิกบาน เพราะเราอยากรู้ว่า โมสาร์ทหนนี้ เราจะเห็นอะไร&lt;br /&gt;นับเป็นการบำบัดด้วยดนตรี ควบคู่ไปกับ ภาราบำบัดอีกประการหนึ่ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-113981511961951902?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/113981511961951902/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=113981511961951902' title='6 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113981511961951902'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113981511961951902'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_13.html' title='ภาราบำบัด'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-113970132673887612</id><published>2006-02-12T00:41:00.000+01:00</published><updated>2006-02-12T00:42:07.146+01:00</updated><title type='text'>ดึกแล้ว</title><content type='html'>ดึกลับดับแสงแอบแฝงในฟ้าราตรี&lt;br /&gt;ส่งกลิ่นอบอวนป่วนในหัวใจให้เกินข่มตา&lt;br /&gt;ขาวราวดวงเดือนเลื่อนลอยกันลงมา&lt;br /&gt;จากบนนภากลายเป็นดอกไม้ราตรี&lt;br /&gt;กลิ่นหวนชวนหอมลอยหายไปไกลแสนไกล&lt;br /&gt;ดั่งดวงดอกไม้เจ้าส่งสายใยถึงใครอีกคน&lt;br /&gt;ที่ลับลาไป&lt;br /&gt;ทิ้งให้ราตรีหม่น&lt;br /&gt;ดุจดังหัวใจของคนที่เด็ดเจ้ามา&lt;br /&gt;ดึกดื่นคืนนี้&lt;br /&gt;ก็เธออยู่แห่งหนไหน?&lt;br /&gt;อีกกี่คืนไม่รู้&lt;br /&gt;ที่ยังคงต้องฝัน&lt;br /&gt;เฝ้ารอไปอย่างนี้&lt;br /&gt;ฝากฟ้าสวรรค์กระซิบถ้อยคำรำพัน&lt;br /&gt;ให้ใครคนนั้นไม่ลืมไม่ลืมเรื่องราวคนนี้&lt;br /&gt;แม้ราตรีโรย&lt;br /&gt;ร่วงลับลาชีวี&lt;br /&gt;แต่รักที่มีไม่เคยจะเลือนล้างไป&lt;br /&gt;ดึกดื่นคืนนี้&lt;br /&gt;ก็เธออยู่แห่งหนไหน?&lt;br /&gt;อีกกี่คืนไม่รู้&lt;br /&gt;ที่ยังคงต้องฝัน&lt;br /&gt;เฝ้ารอไปอย่างนี้&lt;br /&gt;ฝากฟ้าสวรรค์กระซิบถ้อยคำรำพัน&lt;br /&gt;ให้ใครคนนั้นไม่ลืมไม่ลืมเรื่องราวคนนี้&lt;br /&gt;แม้ราตรีโรยร่วงลับลาชีวี&lt;br /&gt;แต่รักที่มีไม่เคยจะเลือนล้างไป&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;ฟังเพลงนี้เข้าบรรยากาศการจุดตะเกียงน้ำมันหอมกลิ่นดอกราตรี ของกลางดึกในหน้าหนาวคืนหนึ่งที่พระจันทร์กลมโตเต็มท้องฟ้า ภายหลังการอ่านหนังสือเรื่องวิธีพิจารณาคดีปกครองฝรั่งเศส พร้อมทั้งจด footnote เอาไว้ค้นคว้าต่อในวันจันทร์ และเริ่มบทความฉบับใหม่ให้วารสารอีกเล่ม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-113970132673887612?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/113970132673887612/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=113970132673887612' title='1 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113970132673887612'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113970132673887612'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_12.html' title='ดึกแล้ว'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-113949224933413002</id><published>2006-02-09T14:24:00.000+01:00</published><updated>2006-02-09T14:41:24.316+01:00</updated><title type='text'>เรื่องจริง (2)</title><content type='html'>ครั้งหนึ่งยังมีจอมยุทธ์&lt;br /&gt;ออกเดินทางไปสุดฟ้า&lt;br /&gt;หวังเพื่อที่จะตามหายอดวิชาที่หายไป&lt;br /&gt;จะเอาไปแก้แค้นให้กับอาจารย์เขา&lt;br /&gt;จะต้องเป็นจ้าวยุทธ์&lt;br /&gt;แล้วเขาต้องยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;บังเอิญเกิดตกเขา&lt;br /&gt;บังเอิญมีกิ่งไม้&lt;br /&gt;บังเอิญจึงรอดตาย&lt;br /&gt;บังเอิญคัมภีร์อยู่ที่นั่น&lt;br /&gt;เคล็ดหลักวิชาในตำราขั้นที่หนึ่ง&lt;br /&gt;นั่นก็คือ&lt;br /&gt;การทำใจให้สงบ&lt;br /&gt;รวบรวมลมปรานให้ดี&lt;br /&gt;เคล็ดลับวิชาในตำราขั้นที่เหลือ&lt;br /&gt;คือคิดดี ทำดี พูดดี เท่านี้ได้ดีแน่นอน&lt;br /&gt;ครั้นแล้วจอมยุทธ์&lt;br /&gt;ก็เดินทางขึ้นจากเขา&lt;br /&gt;ด้วยวิชาตัวเบา&lt;br /&gt;ก็ล้างแค้นได้สมใจ&lt;br /&gt;เลยถูกดักแก้แค้น&lt;br /&gt;เมื่อเขาพักโรงเตี๊ยม&lt;br /&gt;แล้วถูกวางยาพิษ&lt;br /&gt;แล้วเขาก็ล้มไป&lt;br /&gt;แล้วถูกผลักตกเขา&lt;br /&gt;บังเอิญมีกิ่งไม้&lt;br /&gt;บังเอิญจึงรอดตาย&lt;br /&gt;บังเอิญคัมภีร์อยู่ที่นั่น&lt;br /&gt;เคล็ดหลักวิชาในตำราขั้นที่หนึ่ง&lt;br /&gt;นั่นก็คือ&lt;br /&gt;การทำใจให้สงบ&lt;br /&gt;รวบรวมลมปรานให้ดี&lt;br /&gt;เคล็ดลับวิชา&lt;br /&gt;ในตำราขั้นที่เหลือ&lt;br /&gt;คือ คิดดี ทำดี พูดดี เท่านี้ได้ดีแน่นอน&lt;br /&gt;เมื่อได้ลองมาอยู่คนเดียว&lt;br /&gt;ก็ทำให้ใจที่เคยได้ฟุ้งซ่าน ได้คิดบ้าง&lt;br /&gt;สุขสงบมันอยู่ที่ใจ&lt;br /&gt;แย่งชิงกันไปสุดท้ายก็เหมือนกัน&lt;br /&gt;ก็แค่นั้น&lt;br /&gt;เรื่องบุญคุณก็คงต้องแทน&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องความแค้นก็คงต้องลดบ้าง&lt;br /&gt;อภัยบ้าง&lt;br /&gt;สุขสงบมันอยู่ที่ใจ&lt;br /&gt;อาวุธวางไว้ยื่นไมตรีให้กัน&lt;br /&gt;คิดได้แล้วตัวก็เบา&lt;br /&gt;เคล็ดหลักวิชา&lt;br /&gt;ในตำราขั้นที่หนึ่ง&lt;br /&gt;นั่นก็คือ&lt;br /&gt;การทำใจให้สงบ&lt;br /&gt;รวบรวมลมปรานให้ดี&lt;br /&gt;เคล็ดลับวิชา&lt;br /&gt;ในตำราขั้นที่เหลือ&lt;br /&gt;คือ คิดดี ทำดี พูดดี เท่านี้ได้ดีแน่นอน&lt;br /&gt;เคล็ดหลักวิชา&lt;br /&gt;ในตำราขั้นที่หนึ่ง&lt;br /&gt;นั่นก็คือ&lt;br /&gt;การทำใจให้สงบรวบรวมลมปรานให้ดี&lt;br /&gt;เคล็ดลับวิชา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-113949224933413002?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/113949224933413002/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=113949224933413002' title='3 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113949224933413002'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113949224933413002'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/2.html' title='เรื่องจริง (2)'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-113944604711017389</id><published>2006-02-09T00:59:00.000+01:00</published><updated>2006-02-09T01:52:40.120+01:00</updated><title type='text'>รอ</title><content type='html'>ห้องที่ดูว่างเปล่า&lt;br /&gt;เธอก็ดูเงียบเหงา&lt;br /&gt;แต่แววตาเธอนั้นช่างดูเศร้า ฉันรู้เธอคิดอะไร&lt;br /&gt;ในมือเธอถือรูปถ่าย&lt;br /&gt;หน้าต่างเธอปิดเอาไว้&lt;br /&gt;จะเก็บความทรงจำแค่นั้นก็คงได้&lt;br /&gt;แต่เก็บเวลาคงไม่ไหว&lt;br /&gt;อย่าติดกับวันที่ดีเก่าเก่า&lt;br /&gt;อย่าอยู่กับความต้องการเก่าเก่า&lt;br /&gt;อย่าปล่อยวันคืนที่ดีเก่าเก่ามันทำร้าย&lt;br /&gt;เปิดดวงใจของเธอค้นหา สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า&lt;br /&gt;ให้เวลารักษาและพาไปพบกับวันใหม่&lt;br /&gt;ออกไปดูข้างนอก&lt;br /&gt;และบอกตัวเองเอาไว้&lt;br /&gt;สิ่งดีดีในชีวิตนี้ต้องมีใหม่&lt;br /&gt;ถ้าใจของเธอนั้นพร้อม&lt;br /&gt;อย่าติดกับวันที่ดีเก่าเก่า&lt;br /&gt;อย่าอยู่กับความต้องการเก่าเก่า&lt;br /&gt;อย่าให้วันคืนที่ดีเก่าเก่ามาทำร้าย&lt;br /&gt;เปิดดวงใจของเธอค้นหา&lt;br /&gt;สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า&lt;br /&gt;ให้เวลารักษาและพาไปพบ&lt;br /&gt;วันคืนที่แสนดีงามก็ควรที่จะจดจำ&lt;br /&gt;(แต่)รอคอยให้ย้อนคืนคงต้องเจอกับความเจ็บช้ำ&lt;br /&gt;เปิดดวงใจของเธอค้นหา&lt;br /&gt;สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า&lt;br /&gt;ให้เวลารักษาและพาไปพบ&lt;br /&gt;อย่าติดกับวันที่ดีเก่าเก่า&lt;br /&gt;อย่าอยู่กับความต้องการเก่าเก่า&lt;br /&gt;อย่าปล่อยวันคืนที่ดีเก่าเก่ามาทำร้าย&lt;br /&gt;เปิดดวงใจของเธอค้นหา&lt;br /&gt;สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า&lt;br /&gt;ให้เวลารักษาและพาไปพบ&lt;br /&gt;กับวันใหม่&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;เผอิญที่ผ่านมาไม่มีวันดีๆเลยว่ะ เลยไม่รู้จะพ้นไปเจอวันใหม่ได้เมือไหร่ คุยกันล่าสุดก็ยังมีละครให้ดูอีก เฮ้อ ไม่สงสารคนป่วยเล้ย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/15763847-113944604711017389?l=blogdecarre.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://blogdecarre.blogspot.com/feeds/113944604711017389/comments/default' title='Publier les commentaires'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=15763847&amp;postID=113944604711017389' title='3 commentaires'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113944604711017389'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/15763847/posts/default/113944604711017389'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://blogdecarre.blogspot.com/2006/02/blog-post_09.html' title='รอ'/><author><name>carré de mim</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10300283400077353518</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-15763847.post-113934436275216828</id><published>2006-02-07T20:46:00.000+01:00</published><updated>2006-02-07T21:32:46.006+01:00</updated><title type='text'>ถึงคราว</title><content type='html'>ตื่นมาเช้าวันอังคารด้วยความมึนงง&lt;br /&gt;เพราะเมื่อคืนวันจันทร์หรือจะเรียกให้ดีคือวันอังคารตอน 02.OO น. เพิ่งมีโอกาสได้นอน เนื่องจากตั้งใจว่าจะจัดการส่งต้นฉบับให้วารสารศาลปกครองฉบับพิเศษก่อนหน้าปิดเล่ม(วันที่ 15 กุมภา) ให้เสร็จสิ้น เผื่อว่ามีอะไรผิด หรือเขียนไม่รู้เรื่อง ยังไงยังจะมีโอกาสแก้ไขได้&lt;br /&gt;นับว่าเป็นคนไม่มีความมั่นใจคนหนึ่ง&lt;br /&gt;ก่อนนอนจำได้ว่า แอบกระหยิ่ม เพราะบทความขนาดยาว 14 หน้ากระดาษเอสี่ แลดูน่าพอใจในประมาณหนึ่ง  และวางแผนเอาไว้เหมือนเคยว่า จะตื่นมาอ่านอีกรอบ และเขียนสรุปซักหนึ่งย่อหน้า ตอนบ่ายของวันอังคาร เพราะมี "แอบเรียน"&lt;br /&gt;มีคนถามเสมอว่า ทำไมต้อง "แอบเรียน"&lt;br /&gt;คำตอบมีอยู่ว่า เพราะไม่มีเรียน แต่ไปขอเค้าเรียน เนื่องจากเห็นว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เงินไม่เสีย แถมได้ความรู้ เพราะเป็นคนภาษาก็ไม่ดี พื้นกฎหมายก็งี่เง่า การไปแอบเรียนหลักสูตรของปริญญาโท หรือ master 1 น่าจะช่วยตอบคำถามได้&lt;br /&gt;อย่างน้อยการฟังภาษาฝรั่งเศสและพยายามจดเลกเชอร์ ก็น่าจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยทำให้รอยหยักในสมองเพิ่มมากขึ้น&lt;br /&gt;วันอังคารมีโปรแกรมแอบเรียนตอนสิบโมงเช้า&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากเมื่อคืนนอนปาเข้าไปตีสอง ตีไม่ดีตีสาม เพราะมัวแต่เลือกซีดีกล่อมให้หลับอยู่ว่าจะเป็นแผ่นไหนดีหนา จะเป็นเพลงไทยแบบดนู ฮันตระกูล หรือ เดี่ยวขิม เดี่ยวจะเข้ หรือจะออกแนว bossa แบบ Antonio's song หรือจะเป็นเพลงไทยแนวอกหักดี เลือกซีดีได้ ก็มาเลือกกลิ่นกำยานต่อ กว่าจะได้หลับได้นอนก็กินเวลาไปโข&lt;br /&gt;เลยตื่นไม่ทันไปเรียน เอาวะ..ไม่เป็นไร ดีเหมือนกันจะได้เขียนงานให้เสร็จสิ้น ส่งเมล์ไปให้บรรณาธิการหนังสือซะที&lt;br /&gt;เขียนหนังสือหรือจะเรียกให้ดีคือ พิมพ์ไป ก็ควบคู่ไปกับการกินข้าว&lt;br /&gt;กินข้าวเสร็จ เกิดอาการว่าอยากจะซักผ้า&lt;br /&gt;เลยหาเหรียญ หยิบแฟ้บน้ำ หอบผ้า เดินไปประมาณสามนาทีถึงร้านซักผ้า&lt;br /&gt;ผ้าที่ซักต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง&lt;br /&gt;เลยกลับบ้านมาดูดีวีดีฆ่าเวลา&lt;br /&gt;ตอนนี้มีความสุขเพราะเครื่องเล่น made in thailand ยี่ห้อ acronatic ราคาสองพันกว่าบาทที่ซื้อมา มีประสิทธิภาพดีมาก เพราะเล่นได้ทุกหัว ไม่ว่าจะของจริงของปลอม ของก๊อป หรือ ดีวีดีล๊อกโซน (บทเรียนจากการซื้อโซนี่ แล้วมันอ่านของปลอมไม่ได้น่ะ)&lt;br /&gt;เลยเลือก midsummer night dream หนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของ shakespeare&lt;br /&gt;อยู่ๆก็อยากดูเรื่องแนวอังกฤษ อังกฤษ ขึ้นมา&lt;br /&gt;concept ของงานของเชกสเปียร์เรื่องนี้คือ หากคุณเข้าไปในสวนที่คุณสามารถฝันจะเป็นอะไรก็ได้แล้ว คุณจะเป็นอะไร&lt;br /&gt;เคยอ่านงานนี้สมัยอยู่มหาลัยปีสอง&lt;br /&gt;จำได้ว่าหายืมยาก เพราะต้องไปทำซี้กับบรรณารักษ์ห้องสมุดอักษร&lt;br /&gt;ตอนนี้ก็จำไม่ค่อยได้ แต่อยากดูหนังมากกว่า เผื่อจะรำลึกความหลัง&lt;br /&gt;หนังก็ทำไม่ดี ดูไปได้ครึ่งชั่วโมงก็หมดความอดทน&lt;br /&gt;เริ่มเวียนหัว แต่ดันไปโทษหนังว่า เพราะมันทำไม่ดี&lt;br /&gt;เลยหยิบ "โหมโรง" มาดูแทนดีกว่า&lt;br /&gt;ดูไปถึงตอนเด็กชายที่จับผี้เสือกะลังวิ่งไปโตไป ก็มีเหตุให้ต้องไปเอาผ้า เพราะครบชั่วโมงแล้ว&lt;br /&gt;เดินออกจากบ้าน เริ่มรู้สึกแปลกๆ&lt;br /&gt;ผะอืดผะอม แปลกๆ&lt;br /&gt;เอาผ้าออกจากเครื่องซัก เตรียมอบ&lt;br /&gt;นั่งรอ ได้กลิ่นบุหรี่&lt;br /&gt;แปลกๆ ผะอืดผะอม จะอาเจียน&lt;br /&gt;นั่งต่อไป เพราะอยากทำอะไรให้เสร็จ&lt;br /&gt;พบว่าปวดหัวมากขึ้น และจะอาเจียนออกมาให้ได้&lt;br /&gt;ใจนึงก็อยากรอผ้าให้เสร็จ จะได้จบสิ้นกันไป อีกใจก็รู้ว่าถ้าอาเจียนออกไปแล้วต้องดีขึ้นแน่ๆ&lt;br /&gt;สุดท้ายร่างกายฟ้อง เพราะอะไรที่อยู่ภายในมันจะออกมาเดี๋ยวนั้น&lt;br /&gt;เดินไปวิ่งไป กลับบ้าน&lt;br /&gt;ไม่เคยรู้สึกว่าบ้านไกลจากร้านซักผ้าขนาดนี้เลย&lt;br /&gt;ไขกุญแจประตู ผวาออกไปที่อ่างล้างจาน&lt;br /&gt;โชคดีที่อ่างล้างจานอยู่ห่างจากประตูประมาณสามก้าว ไม่งั้นมีหวังต้องเช็ดพื้นขนานใหญ่&lt;br /&gt;อาเจียนออกมาเยอะมาก ทั้งที่ไม่ได้กินข้าวเข้าไปเยอะเลย พอข้าวออกมาหมด ก็มีแต่ลม ลม ลม&lt;br /&gt;เลยไปค้นลัง ละลายยาหอม&lt;br /&gt;กินไปก็คิดว่า เดี๋ยวก็ออกมาอีก&lt;br /&gt;แต่ภาระกิจยังไม่เสร็จสิ้น เพราะผ้ายังอยู่ที่ร้าน&lt;br /&gt;ก็จำใจต้องเข้มแข็ง เดินออกไปใหม่&lt;br /&gt;อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่อากาศจะหนาวที่สุด&lt;br /&gt;ก็ไม่แปลก ตอนเช้าๆอากาศติดลบทุกวัน&lt;br /&gt;เดินไปโต้ลม ลมตีหน้าเย็นๆ ก็อยากอาเจียนอีกแล้ว&lt;br /&gt;จัดการผ้าโดยเร่งด่วน แล้วรีบแจ้นกลับมา&lt;br /&gt;มาถึงไม่ทันปิดห้อง คว้าถังขยะแทบไม่ทัน&lt;br /&gt;กินยาหอมไปอีกที ตื่นมาอาเจียนที่ออกมาแต่ลมอีกหนึ่งหน นอนยาวจนถึงทุ่มนึง&lt;br /&gt;เหนื่อยเป็นบ้าเลย&lt;br /&gt;....&lt;br /&gt;พี่ในเมืองเดียวกันบอกว่า โรคที่เป็นคือ โรคหวัดกระเพาะ&lt;br /&gt;กระเพาะเป็นหวัดได้ด้วยแฮะ&lt;br /&gt;โรคประหลาดที่ว่า จะแพร่ระบาดตอนช่วงรอยต่อของฤดู&lt;br /&gt;อาการของโรคนี้จะมี warning ก่อนจากอาการไม่อยากกินอาหาร&lt;br /&gt;รู้สึกว่ากินไรไม่ค่อยหร่อย&lt;br /&gt;ก็มานั่งทบทวน ค้นพบว่า ตัวเองไม่อยากทำกับข้าว ซึ่งแปลก เพราะเป็นคนชอบสับๆหั่นๆ&lt;br /&gt;การรักษาโรคนี้ ฝรั่งบอกว่าให้กินโค้ก กินข้าวต้มร้อนๆ อย่ากินอาหารสด ผักผลไม้ รวมทั้งอาหารสดจริงๆ คือ กุ้งสด ปลาสด อย่าซื้อมาทำกับข้าว แต่ให้กินของที่แช่แข็งแทน เพราะว่าจะผ่าน อ.ย. แล้ว แล
